7 · ย่นสายไม่ได้ ก็ทำนาย
ปัญหาที่ระบบประสาทเจอเป็นปัญหาเดียวกับที่วิศวกรควบคุมทุกคนเจอ และมันมีชื่อ คือความหน่วงในวงป้อนกลับ
ตัวเลขของมันในร่างกายคุณคำนวณได้ เส้นใยรับความรู้สึกที่เร็วที่สุดนำสัญญาณได้ราวห้าสิบถึงเจ็ดสิบเมตรต่อวินาที ระยะจากมือถึงสมองและกลับราวสองเมตร บวกเวลาที่ใช้ข้ามจุดเชื่อมแต่ละจุด บวกเวลาที่ใช้ประมวลผล รวมแล้วนับจากที่มือทำอะไรลงไป จนถึงที่สมองใช้ผลของการกระทำนั้นได้ ใช้เวลาระดับร้อยมิลลิวินาที
ระบบควบคุมที่รอผลป้อนกลับที่หน่วงขนาดนั้นจะไม่นิ่ง มันจะแกว่ง เพราะทุกการแก้ไขถูกคำนวณจากสถานะที่เก่าไปแล้วหนึ่งร้อยมิลลิวินาที การแก้จึงมาถึงตอนที่ของเลยจุดที่ต้องแก้ไปแล้ว แล้วก็ต้องแก้กลับ วนแบบนั้น ใครที่เคยเล่นเกมผ่านเน็ตที่หน่วงจะรู้จักอาการนี้ในมือของตัวเอง
การย่นสายไม่ใช่ทางออก ระยะจากมือถึงสมองเป็นเท่าไหร่ก็เท่านั้น และความเร็วการนำสัญญาณของเส้นใยก็ชนเพดานทางกายภาพไปแล้ว
ทางออกที่ระบบประสาทใช้คือไม่รอ
ตอนที่สมองส่งคำสั่งออกไปที่กล้ามเนื้อ มันส่งสำเนาของคำสั่งนั้นไปที่อื่นด้วย สำเนานั้นเรียกว่า efference copy และที่ที่มันไปถึงจะเอาสำเนานั้นไปคำนวณล่วงหน้าว่า ถ้าคำสั่งนี้ทำงานตามที่สั่ง อีกร้อยมิลลิวินาทีข้างหน้า ผิวหนังควรรู้สึกอย่างไร ข้อต่อควรอยู่ตรงไหน ตาควรเห็นอะไร ตัวคำนวณนั้นเรียกว่า forward model และซีรีเบลลัมเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในบทบาทนี้
พอความรู้สึกจริงเดินทางมาถึง มันไม่ได้ถูกใช้เพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้น มันมาช้าเกินกว่าจะมีประโยชน์ในงานนั้นแล้ว มันถูกใช้เพื่อเทียบกับคำทำนาย
ถ้าตรง ไม่มีอะไรต้องทำ ถ้าไม่ตรง ผลต่างนั้นคือข้อมูล
สิ่งที่ถูกส่งขึ้นไปจึงไม่ใช่โลก มันคือส่วนที่โลกไม่ตรงกับคำทำนาย และส่วนนั้นเล็กกว่าโลกทั้งก้อนมาก ของที่เล็กกว่าเดินทางเสร็จเร็วกว่า และของที่คาดไว้ล่วงหน้าแล้วไม่ต้องรอใครมาบอก
คุณจั๊กจี้ตัวเองไม่ได้ เพราะมือของคุณเคลื่อนตามคำสั่งที่สมองส่ง สมองจึงมี efference copy ของคำสั่งนั้น และทำนายการสัมผัสที่กำลังจะเกิดไว้ล่วงหน้าได้แม่น พอความรู้สึกจริงมาถึงและตรงกับคำทำนาย มันถูกหักออกจนเหลือน้อย ความจั๊กจี้คือสิ่งที่เหลือจากการทำนายที่ไม่แม่น
Blakemore, Wolpert และ Frith ทดลองเรื่องนี้ในปี 1998 ด้วยเครื่องที่ให้คนขยับมือข้างหนึ่งเพื่อสั่งให้แปรงไปสัมผัสฝ่ามืออีกข้าง แล้วค่อย ๆ ใส่ความหน่วงเข้าไปในเครื่อง ผลคือยิ่งหน่วงมาก คนยิ่งรายงานว่าจั๊กจี้มากขึ้น การสัมผัสเหมือนกันทุกอย่าง มือเดียวกัน แรงเดียวกัน ต่างกันแค่ว่ามันมาถึงตรงเวลาที่ทำนายไว้หรือไม่
เรื่องเดียวกันอธิบายของที่แปลกกว่านั้น เวลาคุณกลอกตาจากมุมห้องหนึ่งไปอีกมุม ภาพบนจอตาคุณกวาดข้ามด้วยความเร็วระดับหลายร้อยองศาต่อวินาที แต่คุณไม่เห็นโลกเบลอ เพราะสมองรู้ล่วงหน้าว่ามันสั่งให้ตากลอก และการกวาดที่ตรงกับคำทำนายนั้นถูกหักออก แต่ถ้ามีใครมาดันลูกตาคุณเบา ๆ โลกจะขยับให้เห็น เพราะการขยับนั้นไม่มีใครสั่ง จึงไม่มีคำทำนายให้หักออก
และมันอธิบายของที่คุณเจอตอนพิมพ์ด้วย คนที่พิมพ์คล่องมักรู้ว่าตัวเองพิมพ์ผิดก่อนที่จะอ่านเจอคำที่ผิด บางคนหยุดมือไว้แล้วค่อยมองขึ้นไปดู สมองไม่ได้รออ่านผลจากหน้าจอ มันเทียบสิ่งที่นิ้วทำกับสิ่งที่สั่งไว้ แล้วเจอความไม่ตรงก่อนที่ตาจะมีส่วนร่วม สัญญาณไฟฟ้าจากศีรษะที่โผล่ขึ้นมาไม่กี่สิบมิลลิวินาทีหลังการตอบที่ผิด ถูกรายงานไว้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 โดย Falkenstein และคณะ และโดย Gehring และคณะ และมันปรากฏก่อนที่ผู้ถูกทดลองจะได้รับการบอกว่าตอบผิด
ความเร็วที่แท้จริงจึงไม่ได้มาจากการเดินทางที่สั้นลง มันมาจากการไม่ต้องรอ ระบบที่ทำนายได้ดีไม่ได้ทำให้สายไฟเร็วขึ้นเลยแม้แต่เมตรต่อวินาทีเดียว มันแค่ไม่ต้องใช้สายนั้นเพื่อรู้ของที่รู้อยู่แล้ว
และตรงนี้ชิ้นส่วนทั้งหมดต่อกันได้ สายช้ารู้ล่วงหน้าได้เพราะมันทำนาย มันตั้งค่าให้สายเร็วไว้ก่อนได้เพราะมันทำนาย และมันตรวจงานของสายเร็วได้ถูก เพราะมันถือสำเนาคำสั่งอยู่ในมือ ไม่ต้องไปทำงานนั้นใหม่เอง
เหลือคำถามสุดท้ายของโครงสร้างนี้ เมื่อสายช้าตรวจเสร็จแล้วพบว่าสายเร็วทำผิด มันทำอะไรได้
คำตอบไม่ใช่การห้าม เพราะห้ามไม่ทัน
บทถัดไป · 9 / 128 · ตอนที่สายช้ามาถึง