2 · กล่องสองใบที่คอมพิวเตอร์ตกลงไป
คุณเสียบสายโทรศัพท์เข้ากับคอมพิวเตอร์ แล้วรอหน้าจออยู่สองนาที สิ่งที่โผล่ขึ้นมาคือจดหมายข่าวที่คนอีกฟากประเทศเพิ่งพิมพ์เสร็จเมื่อเช้า ไม่มีใครแบกมันมาวางหน้าบ้านใคร ไม่มีแผงให้ใครเดินผ่าน มันแค่มาอยู่บนเครื่องของบริษัทหนึ่ง แล้วคำถามเก่าก็ตามมาถึงเครื่องนั้นทันที
ของแบบนี้คือร้านหนังสือ หรือหนังสือพิมพ์
คำตอบของศาลอเมริกันเก่ากว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ — กฎหมายไม่เคยถามว่าข้อความของคุณไปถึงคนกี่คน มันถามว่าคุณมีอำนาจเหนือมันแค่ไหน บันไดสามขั้นจากบทที่แล้วไม่ได้ตายไปกับศตวรรษที่มันเกิด มันถูกยกมาวางข้างเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ถูกฟ้อง แล้วศาลก็ถามคำถามเดิมที่เคยถามคนขายหนังสือพิมพ์ ว่าเครื่องนี้ยืนอยู่ขั้นไหน
ข่าวซุบซิบสองเจ้าที่แย่งคนอ่านกันอยู่
เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากหลักกฎหมายอะไรทั้งนั้น มันเริ่มจากการแย่งลูกค้ากัน มีจดหมายข่าวเจ้าหนึ่งขายข่าวลือในวงการข่าวโทรทัศน์และวิทยุอยู่ก่อนแล้ว แล้วมีคนเปิดเจ้าที่สองขึ้นมาขายของแบบเดียวกัน ทั้งสองเจ้าอยู่บนบริการออนไลน์เดียวกัน ห่างกันไม่กี่คลิก เจ้าแรกจึงเขียนถึงเจ้าที่สองแบบไม่ไว้หน้ากันเลย และคนที่ถูกเขียนถึงก็ไม่ได้ฟ้องแค่คนเขียน เขาฟ้องเจ้าของเครื่องด้วย
คดีชื่อ Cubby, Inc. v. CompuServe Inc., 776 F. Supp. 135 (S.D.N.Y. 1991) ผู้พิพากษา Peter K. Leisure ตัดสินวันที่ 29 ตุลาคม 1991 โจทก์คือ Robert G. Blanchard เจ้าของฐานข้อมูล Skuttlebut และจำเลยที่เขาสนใจคือ CompuServe เพราะจดหมายข่าว Rumorville USA ที่เขียนถึงเขา อยู่บนเครื่องของ CompuServe ข้อความที่ถูกฟ้องพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 1990 ว่าคนของ Skuttlebut เข้าถึงข้อมูลของ Rumorville ได้ "through some back door" · ว่า Blanchard ถูก "bounced" ออกจากที่ทำงานเก่าคือ WABC · และเรียก Skuttlebut ว่าเป็น "new start-up scam"
ใครเป็นคนดูฟอรัมนั้นจริงๆ
คำตอบไม่ใช่เจ้าของเครื่อง และตรงนี้ต้องพูดให้ชัด เพราะเวลาเล่าต่อกันเรื่องนี้มักหดเหลือประโยคเดียวว่าเครื่องนี้ไม่คัดกรองอะไรเลย ซึ่งไม่ตรงกับสำนวน ฟอรัมข่าวที่จดหมายข่าวฉบับนั้นอยู่ ถูกจ้างให้บริษัทอีกแห่งดูแลทั้งฟอรัม โดยสัญญาให้อำนาจเต็มที่ในการจัดการ ตรวจ สร้าง ลบ และแก้เนื้อหา บริษัทนั้นชื่อ Cameron Communications, Inc. และถ้อยคำในสัญญาคือ "manage, review, create, delete, edit and otherwise control the contents"
อ่านรายการนั้นช้าๆ อีกรอบ แล้วคุณจะพบว่ามันคือปุ่มชุดเดียวกับที่คุณถืออยู่ ถ้าคุณเคยเป็นแอดมินกลุ่มไลน์หรือเจ้าของเพจ — ตั้งกติกา อ่าน โพสต์เอง ลบ แก้ และชี้ขาดว่าอะไรได้อยู่ต่อ คดีนี้ไม่ได้ตัดสินกลุ่มไลน์ของใครทั้งนั้น แต่คำถามที่มันถามคือคำถามเดียวกับที่คุณจะโดนถาม ไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของแอป แต่เป็นว่ามือใครอยู่บนปุ่มลบ
ส่วนผู้ผลิต Rumorville ก็ไม่ได้ทำสัญญากับ CompuServe มันทำสัญญากับ CCI อีกทอดหนึ่ง โดยระบุว่าผู้ผลิต "accepts total responsibility for the contents" นับจากเจ้าของเครื่องออกไป เนื้อหาชิ้นนี้จึงอยู่ห่างออกไปสองสัญญา เหมือนเจ้าของตึกที่ให้เช่าพื้นที่ แล้วผู้เช่าไปจ้างคนมาขายของอีกต่อหนึ่ง และข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครโต้แย้งในคดีคือ CompuServe ไม่มีโอกาสอ่านเนื้อหาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผู้ผลิตอัปโหลดขึ้นระบบ แล้วสมาชิกเห็นทันที
มีคนคุมอยู่จริง แค่คนคุมไม่ใช่เจ้าของเครื่อง และระยะห่างชิ้นนี้คือทั้งหมดที่คดีนี้ตัดสิน
เหตุผลของศาลที่หารอยแตกไม่เจอ
ศาลเรียกเครื่องนี้ว่าห้องสมุด ห้องสมุดที่เก็บค่าเข้า แบกสิ่งพิมพ์ไว้มหาศาล และอ่านมันไม่ไหวทั้งหมด เหตุผลที่ห้องสมุดได้เกราะไม่ได้มาจากความใจดีต่อคนกลาง มันมาจากคดีร้านหนังสือเมื่อสามสิบปีก่อนหน้านั้น ที่ศาลสูงสุดบอกว่าการบังคับให้คนขายหนังสือรู้เนื้อหาของทุกเล่มในร้าน คือการเรียกร้องสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งทำไม่ได้ คดีนั้นคือ Smith v. California, 361 U.S. 147 (1959) และคำที่ศาลใช้คือ "so near an approach to omniscience"
แล้วศาลก็เขียนประโยคที่สำคัญกว่านั้น ภาระของร้านจะกลายเป็นภาระของสาธารณะ ถ้าร้านขายได้เฉพาะเล่มที่เจ้าของตรวจเองแล้ว ชั้นหนังสือที่คุณเดินดูจะบางลงทันที ลองย้ายประโยคนี้ขึ้นมาไว้บนจอ ถ้าเว็บรีวิวร้านอาหารลงรีวิวได้เฉพาะอันที่มีพนักงานอ่านและรับรองครบทุกคำ คุณจะเหลือรีวิวให้อ่านกี่อันก่อนตัดสินใจว่าเย็นนี้จะกินที่ไหน คนที่จ่ายราคาของกฎแบบนั้นไม่ใช่เว็บ แต่เป็นคุณ
Leisure ยกท่อนนี้มาทั้งท่อน แล้วต่อว่าฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์คือแผงขายหนังสือพิมพ์ในรูปแบบใหม่ การเอากฎที่เข้มกว่ามาใช้กับมันคือการถ่วงการไหลของข้อมูลโดยไม่มีอะไรมารองรับ คำตัดสินจึงเป็น distributor ไม่ใช่ publisher รับผิดเฉพาะเมื่อรู้หรือควรจะรู้ และยกฟ้องทุกข้อหา
อ่านช้าๆ อีกรอบ แล้วคุณจะหาก้าวที่มันพลาดไม่เจอ
สิ่งที่คำตัดสินนี้พูดโดยไม่ได้พูด
แต่มีประโยคหนึ่งที่ศาลไม่ได้เขียน ถ้าเกราะของคุณมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าคุณอ่านมันไม่ได้ แล้วเว็บที่อ่านได้ล่ะ ศาลไม่ต้องตอบข้อนี้ เพราะเจ้าของเครื่องในคดีนี้ไม่ได้อ่าน คำถามจึงค้างอยู่ในคำตัดสินโดยไม่มีใครแตะ เป็นรูที่เปิดทิ้งไว้เฉยๆ รอให้ใครสักคนเดินเข้าไป
สังเกตให้ดีว่าตรรกะทั้งชุดนี้ให้รางวัลกับระยะห่าง ยิ่งคุณอยู่ไกลจากของบนเครื่องของตัวเองเท่าไหร่ คุณยิ่งปลอดภัยเท่านั้น แปลเป็นของที่คุณเห็นอยู่ทุกวันคือ แอดมินที่ไม่เคยเปิดอ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ตัวเองเลย ยืนอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่าแอดมินที่อ่านทุกอันแล้วลบอันที่แย่ออก ไม่ใช่เพราะเขาดูแลดีกว่า แต่เพราะเขาไม่รู้
มันไม่ได้ให้รางวัลกับการดูแล มันให้รางวัลกับการไม่ดู
และภายในสี่ปีถัดมา มีบริษัทหนึ่งเดินเข้าไปใกล้ของบนเครื่องของตัวเอง ด้วยความตั้งใจดีทุกประการ มันเขียนกติกา มันติดตั้งเครื่องกรอง มันจ้างคนมาลบของที่ไม่ควรอยู่ — ทุกอย่างที่คุณจะบอกให้แอดมินที่ดีคนหนึ่งทำ มันทำครบทุกข้อ
ท่าที่เอาไปใช้ได้: ก่อนถามว่าเว็บหนึ่งควรรับผิดไหม ให้ไล่ดูสองข้อก่อน ใครมีสิทธิลบเนื้อหานั้นตามสัญญา และเขาได้เห็นมันก่อนขึ้นระบบหรือเปล่า สองคำถามนี้ตัดสินคดีนี้ทั้งคดี
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีเอกสารในสำนวนแสดงว่า CompuServe มีโอกาสอ่าน Rumorville ก่อนขึ้นระบบ หรือเคยได้รับแจ้งเรื่องเนื้อหาของมันก่อนถูกฟ้อง เพราะศาลถือว่าสองข้อนี้ไม่มีข้อโต้แย้ง และผลของคดีวางอยู่บนมันทั้งหมด
แหล่ง:
- Cubby, Inc. v. CompuServe Inc., 776 F. Supp. 135 (S.D.N.Y. 29 ต.ค. 1991), No. 90 Civ. 6571 (PKL), Leisure, J. — ตัวคำพิพากษาฉบับเต็ม https://law.justia.com/cases/federal/district-courts/FSupp/776/135/2340509/
- Smith v. California, 361 U.S. 147 (1959) — อ้างในคำพิพากษาข้างต้น หน้า 152–53 https://supreme.justia.com/cases/federal/us/361/147/
- หลัก innocent dissemination ที่คดีนี้ต่อยอดมา — https://en.wikipedia.org/wiki/Innocent_dissemination