9 · รู้ด้วยตนเอง
ชายในทางเดินของบทแรกมีพยานสองปาก ปากหนึ่งบอกว่าไม่เห็นอะไรเลย อีกปากคือทางเดินที่ไม่มีอะไรล้ม
คำว่ารู้ด้วยตนเองฟังง่าย จนกว่าจะถามว่าตนเองคือปากไหน
ถ้ารู้ด้วยตนเองหมายถึงความรู้สึกว่ารู้ เขาควรเชื่อว่าตัวเองจะชนทุกอย่างที่ขวางอยู่ ถ้ามันหมายถึงคะแนน เขาต้องยอมรับว่าตัวเองรู้บางอย่างที่ตัวเองไม่รู้สึกว่ารู้ ทั้งสองคำตอบมาจากคนคนเดียวกัน
ชาวกาลามะ
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งที่ชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องที่ฟังดูเหมือนปัญหาของยุคข้อมูลล้นเมือง นักบวชหลายสำนักผ่านมา แต่ละสำนักยกย่องคำสอนของตน ตำหนิคำสอนของคนอื่น แล้วพวกเขาจะเชื่อใคร
คำตอบเริ่มด้วยสิบข้อที่อย่าใช้เป็นเหตุให้ปลงใจเชื่อ เพราะฟังตามกันมา เพราะถือสืบกันมา เพราะเล่าลือ เพราะมีในตำรา เพราะตรรกะ เพราะอนุมาน เพราะคิดตรองตามอาการที่ปรากฏ เพราะเข้ากับความเห็นที่ตัวเองพินิจไว้แล้ว เพราะผู้พูดดูน่าเชื่อ และเพราะท่านเป็นครูของเรา
พาดหัวในบทที่ 8 ตกข้อสอบนี้ตั้งแต่ยังไม่ต้องเปิดงานวิจัย มันถูกเล่าลือ มาจากผู้พูดที่ดูน่าเชื่อ และฟังเข้าท่าเมื่อคิดตาม
สองพยานในประโยคเดียว
แต่สิบข้อนั้นบอกแค่ว่าอย่าเชื่อเพราะอะไร ประโยคที่ตามมาบอกว่าเมื่อไหร่ควรละ พระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลไว้ว่า
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย
อ่านช้าๆ แล้วจะเห็นว่ารู้ด้วยตนเองในประโยคนี้ไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง มีสองอย่างที่อยู่นอกความรู้สึกแนบมาด้วย อย่างแรกคือผู้รู้ติเตียน คือมีคนอื่นที่รู้เรื่องนั้นตรวจอยู่ อย่างที่สองคือเมื่อสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่ออะไร คือผลที่เกิดขึ้นจริงเมื่อลงมือทำจนสุด ในภาษาของเล่มนี้ อย่างหลังคือคะแนน
นี่เป็นการอ่านแบบหนึ่ง ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าพระสูตรหมายความว่าอะไร Bhikkhu Bodhi พระภิกษุนักแปลพระไตรปิฎกชาวอเมริกัน เตือนไว้ในบทความปี 1988 ว่าคำสอนนี้ให้แก่คนที่ยังไม่ได้เป็นศิษย์ ในสถานการณ์หนึ่ง และไม่ควรถูกอ่านเป็นใบอนุญาตให้ใช้ประสบการณ์ส่วนตัวเป็นเครื่องตัดสินความจริงเพียงอย่างเดียว คำเตือนของท่านกับการอ่านข้างบนชี้ไปทางเดียวกัน
รู้ด้วยตนเองไม่ได้แปลว่ารู้สึกเอาเอง
เล่มนี้แพ้ได้ตรงไหน
เล่มนี้อ้างเรื่องเดียว ความรู้สึกว่ารู้หรือไม่รู้เป็นรายงาน ไม่ใช่การวัด และรายงานผิดได้ทั้งสองทาง ข้ออ้างนี้แพ้ได้ ถ้ามีการวัดที่ดีพอแล้วพบว่า เมื่อถามความรู้สึกด้วยวิธีที่ละเอียดพอ มันตรงกับคะแนนเสมอ ในทุกเรื่องที่เล่มนี้เล่า ตั้งแต่ทางเดินที่ไม่มีอะไรล้ม ไปจนถึงถุงน่องคู่ขวาสุด
สิ่งที่เล่มนี้ไม่ได้อ้างก็สำคัญพอกัน มันไม่ได้อ้างว่าส่วนที่อยู่นอกรายงานฉลาดกว่าคุณ ส่วนนั้นก็ผิดได้ และจะเชื่อได้ก็เฉพาะในเรื่องที่โลกเคยตอบมันกลับมาซ้ำๆ ส่วนที่แต่งเรื่องเก่งคือส่วนที่พูดได้ อย่างในบทที่ 7 มันไม่ได้อ้างด้วยว่าความมั่นใจเป็นเรื่องเสียหาย มันอ้างแค่ว่า ถ้าความรู้สึกไม่ใช่เครื่องวัด ความมั่นใจที่เชื่อได้ก็ต้องมาจากที่อื่น
ความมั่นใจที่เชื่อได้ไม่ใช่ความรู้สึกว่ารู้ มันคือความกล้าที่จะเดา และความเต็มใจที่จะดูคะแนน
นักวิจัยในห้องทดลองของบทแรกไม่ได้ขอให้คนไข้เชื่อว่าตัวเองเห็น พวกเขาขอแค่ให้เดา แล้วนับ
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีคนแสดงจากตัวบทได้ว่ารู้ด้วยตนเองในพระสูตรนี้หมายถึงความรู้สึกภายในล้วนๆ ไม่ต้องอาศัยผลที่เกิดเมื่อลงมือทำ หรือคำติเตียนของผู้รู้ หรือมีคนวัดแล้วพบว่าความรู้สึกที่ถูกถามอย่างละเอียดตรงกับคะแนนในทุกกรณีที่เล่มนี้เล่า
แหล่ง:
- เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่ม 20 ข้อ 505 — https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=4930&Z=5092
- บาลี AN 3.65 ฉบับมหาสังคีติ ประโยคที่ขึ้นต้นว่า yadā tumhe, kālāmā, attanāva jāneyyātha — https://suttacentral.net/an3.65/pli/ms
- Bhikkhu Bodhi 1988, "A Look at the Kalama Sutta", BPS Newsletter ฉบับที่ 9 — https://www.accesstoinsight.org/lib/authors/bodhi/bps-essay_09.html
- Kahneman & Klein 2009 — ดูแหล่งของบทที่ 7