1 · ไม้บรรทัดหกขีด
ลูกบอลกลิ้งออกไปกลางถนน เด็กคนหนึ่งวิ่งตามไปโดยไม่มองรถ ผู้ใหญ่อีกคนหยุดครึ่งวินาที เห็นรถบรรทุกที่กำลังมา แล้ววิ่งออกไปคว้าเด็ก ทั้งสองคนวิ่งลงถนนเส้นเดียวกัน ในวินาทีเดียวกัน
คนกล้ากับคนบ้าบิ่นยืนอยู่หน้าอันตรายเดียวกัน สิ่งที่ต่างคือใครมองเห็นขนาดของมันจริง เด็กไม่ได้กล้า เด็กไม่เห็นรถ ผู้ใหญ่เห็นรถทั้งคัน เห็นว่ามันหนักกี่ตัน แล้วยังวิ่งออกไป ความกล้าไม่ได้อยู่ที่ขาที่วิ่ง มันอยู่ที่ครึ่งวินาทีที่หยุดมอง
ไม้บรรทัดของเล่มนี้เริ่มจากครึ่งวินาทีนั้น แล้วต่อขีดอื่นขึ้นมาจากคนที่วัดเรื่องนี้มาก่อนเรานานแล้ว
สามคนกับของสิ่งเดียว
ราว 2,300 ปีก่อน Aristotle เขียนไว้ในตำราจริยศาสตร์ว่า คนขี้ขลาด คนบ้าบิ่น และคนกล้า เจอสิ่งน่ากลัวสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ท่าทีที่มีต่อมัน คนขี้ขลาดกลัวเกินเหตุ คนบ้าบิ่นมั่นใจเกินเหตุ คนกล้ากลัวในสิ่งที่ควรกลัว เท่าที่ควรกลัว แล้วยังทำ
เขามีประโยคหนึ่งที่เหมือนเขียนถึงคนบางคนในวงเหล้าทุกยุค ในฉบับแปลภาษาอังกฤษ ประโยคนั้นบอกว่า "คนบ้าบิ่นใจร้อน อยากเจออันตรายก่อนมันมาถึง แต่พอมันมาถึงจริงกลับถอย"
Aristotle วางเงื่อนไขไว้อีกข้อหนึ่ง คนกล้าต้องไม่ได้ถูกบังคับ ทหารที่ยืนสู้เพราะมีผู้บังคับบัญชาคอยตีคนที่ถอยอยู่ข้างหลัง ไม่ได้กล้าตามความหมายของเขา
หนึ่งเดียวต่อหมื่นแสน
อีกฟากหนึ่งของโลก เม่งจื๊อเล่าเรื่องความกล้าไว้สามขั้น ขั้นต่ำสุดคือคนที่ถูกดูหมิ่นแล้วต้องเอาคืน ขั้นถัดมาคือคนที่ไม่กลัวตาย ขั้นสูงสุดไม่ได้เริ่มที่อันตรายเลย มันเริ่มที่การตรวจตัวเอง ในฉบับแปลของ James Legge เขาบอกว่า ถ้าตรวจตัวเองแล้วพบว่าตัวเองไม่ตรง ต่อให้เจอคนยากจนในเสื้อผ้าขาด ๆ ก็ยังต้องหวั่น แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่าตัวเองตรง "ข้าจะเดินหน้าเข้าหาคนเป็นพันเป็นหมื่น"
สำหรับเม่งจื๊อ ขนาดของอันตรายมาทีหลัง สิ่งที่มาก่อนคือเรากำลังเสี่ยงเพื่ออะไร
สิ่งที่นักศึกษาเรียกว่ากล้า
ในปี 2007 นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งที่มี Robert Sternberg ร่วมด้วย ถามนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยลและโรงเรียนนายร้อยอากาศสหรัฐฯ ว่าความกล้าคืออะไร แล้วเอาคำตอบมาทดสอบ ตามสรุปของบทความที่รายงานงานชิ้นนี้ ในการศึกษาหนึ่ง ผู้ร่วม 169 คนอ่านเรื่องสั้น 33 เรื่องที่ปรับทีละองค์ประกอบ ผลคือ สามอย่างทำให้คนเห็นว่าเรื่องไหนกล้า คือการกระทำนั้นตั้งใจทำ มีความเสี่ยงจริงต่อตัวคนทำ และทำเพื่อสิ่งที่ดี ส่วนความกลัวของคนทำ ไม่ได้ทำให้คะแนนต่างกัน
Zeno Franco กับ Philip Zimbardo เสนอไว้ตั้งแต่ปี 2007 และเขียนอีกครั้งในบทความปี 2011 ที่มี Kathy Blau ร่วมด้วย ว่าความเป็นฮีโร่คือการยอมรับอันตรายทางร่างกาย หรือการเสียสละทางสังคม เพื่อรับใช้คนอื่น งานปี 2007 แยกสองแบบนี้ออกจากกัน และตั้งชื่อความคิดหนึ่งว่า ความธรรมดาของความเป็นฮีโร่ ใจความของมันคือ ฮีโร่ไม่ได้เป็นคนอีกพันธุ์หนึ่ง เขาเป็นคนธรรมดาที่บังเอิญไปยืนอยู่ในจังหวะที่ต้องเลือก
ไม่มีใครในงานพวกนี้พูดถึงผ้าคลุมเลยสักครั้ง
คนที่ไม่มีเวลาคิด
แล้วก็มีปัญหาหนึ่งที่งานวิจัยยังเถียงกันไม่จบ
ในปี 2014 David Rand กับ Ziv Epstein เอาคำให้การ 51 ชิ้นของคนที่ได้เหรียญกองทุนฮีโร่ Carnegie มาให้คนอ่านแล้วให้คะแนนว่า ฟังเหมือนคิดก่อนทำ หรือทำไปตามสัญชาตญาณ ผลคือ 92.2% ของคำให้การฟังเหมือนสัญชาตญาณ ทั้งที่ใน 71% ของเหตุการณ์ คนเหล่านั้นมีเวลาอย่างน้อยหนึ่งนาที
งานปี 2007 บอกว่าความกล้าต้องผ่านการคิด งานปี 2014 พบว่าคำเล่าของฮีโร่จริงเกือบทุกคนในกลุ่มนั้นฟังเหมือนไม่ได้หยุดคิด ไม่มีงานไหนตัดสินว่าแบบไหนกล้ากว่า เล่มนี้จึงไม่ให้แต้มกับความเร็วหรือความช้า แต่ให้แต้มกับสิ่งที่ทั้งสองแบบมีร่วมกัน คือเวลาที่จำกัด และการตัดสินใจที่ถอนคืนไม่ได้
หกขีด
ไม้บรรทัดของเล่มนี้มีหกขีด แต่ละขีดให้คะแนน 0 ถึง 3
- ทางเลือกจริง ทางที่ปลอดภัยเปิดอยู่ ไม่มีใครตำหนิถ้าเลือกมัน และไม่ได้ทำเพราะเป็นหน้าที่ มาจาก Aristotle กองทุน Carnegie และงานปี 2007
- รู้ว่าเสี่ยง ในวินาทีนั้นรู้ว่ากำลังเอาอะไรไปเสี่ยง และความเสี่ยงนั้นมีอยู่จริง ไม่ได้มีแค่ในหัว มาจากงานปี 2007 และกองทุน Carnegie
- คนเดียว มีสามส่วน ไม่มีใครตัดสินใจแทน ไม่มีคนสำรองที่ยืนรอทำสิ่งเดียวกัน และการกระทำไม่ต้องอาศัยมือคนอื่น ครบสามส่วนได้ 3 ถ้าตัดสินใจเองแต่ต้องอาศัยมือคนอื่นได้ 2 ถ้ามีคนอื่นถือการตัดสินใจหรือมีตัวสำรองรออยู่ได้ 1 ขีดนี้ไม่ได้มาจากตำราไหน มันมาจากคำถามของเล่มนี้เอง
- เพื่อคนอื่น เป้าหมายดีจริง และสิ่งที่ได้หรือเสียตกกับคนอื่นเป็นหลัก วัดจากสิ่งที่คนทำรู้และพูดในวินาทีนั้น ไม่วัดจากสิ่งที่เกิดตามมา ชีวิตคนอื่นได้ 3 ศักดิ์ศรีของตัวเองที่คนอื่นอีกมากถูกกระทำแบบเดียวกันได้ 2 อิสรภาพของตัวเอง สถิติ หรืองานของทีมได้ 1 มาจากเม่งจื๊อ Aristotle และ Franco กับคณะ
- ถอยไม่ได้ มีสองส่วน เวลาตัดสินใจสั้น คือไม่กี่นาทีหรือน้อยกว่า และก้าวนั้นเมื่อก้าวแล้ว ผลที่ตามมาเริ่มทำงานและเรียกคืนไม่ได้ ครบสองส่วนได้ 3 ส่วนเดียวได้ 2 อ่อนทั้งสองส่วนได้ 1 มาจากข้อถกเถียงเรื่องคนที่ไม่มีเวลาคิด
- ไม่บ้าบิ่น มีเหตุให้เชื่อว่าความเสี่ยงคุ้มกับเป้าหมาย ไม่ได้มองข้ามคำเตือน ไม่ได้หาอันตรายมาโชว์ มาจาก Aristotle
สามขีดเป็นประตู คือ ทางเลือกจริง รู้ว่าเสี่ยง และไม่บ้าบิ่น ถ้าได้ 0 ในสามขีดนี้ขีดใดขีดหนึ่ง ใบสมัครตกทันที คะแนนเต็ม 18
กติกาเมื่อคะแนนเท่ากัน
เขียนไว้ตรงนี้ ก่อนเปิดใบคะแนนใบแรก ถ้ามีผู้สมัครคะแนนเท่ากัน ดูขีด รู้ว่าเสี่ยง ก่อน ถ้ายังเท่ากัน ดูว่าในวินาทีนั้น การกระทำนั้นเสี่ยงพร้อมกันกี่แบบที่มองเห็นได้อยู่แล้ว แบบร่างกาย คือความตาย การบาดเจ็บ หรือการถูกจับ กับแบบสถานะ คือหน้าที่การงาน ชื่อเสียง หรือการที่พวกเดียวกันหันมาเป็นศัตรู
คนเขียนกติการู้คะแนนอยู่แล้วตอนเขียน ข้อสงสัยที่ว่ากติกาถูกตัดให้พอดีกับผู้ชนะจึงเป็นข้อสงสัยที่ควรมี ทางพิสูจน์มีทางเดียว คือสลับลำดับกติกาแล้วดูว่าผลเปลี่ยนไหม คะแนนทุกขีดถูกพิมพ์ไว้ในใบคะแนนทุกใบ ใครจะสลับเองก็ได้
ใบคะแนนตัวอย่าง
ลองวัดเด็กที่วิ่งตามลูกบอลดูก่อน
ใบคะแนน · เด็กวิ่งตามลูกบอล · ถนนหน้าบ้าน ปีไหนก็ได้
ทางเลือกจริง 3 · รู้ว่าเสี่ยง 0 · คนเดียว 3 · เพื่อคนอื่น 0 · ถอยไม่ได้ 3 · ไม่บ้าบิ่น 0
รวม 9 จาก 18 · ตกที่ประตู เพราะไม่เห็นรถ ลูกบอลไม่นับเป็นคนอื่น
ส่วนผู้ใหญ่ที่หยุดมองครึ่งวินาทีแล้ววิ่งออกไป อาจได้คะแนนสูงกว่าคนดังหลายคนในเล่มนี้ ซึ่งคือประเด็นทั้งหมดของเล่มนี้
ใบแรกที่เปิดจริงเป็นของแชมป์เก่า ชายคนหนึ่งที่เขียนจดหมายลาภรรยาไว้สองวันก่อนขึ้นยาน แล้วหวังว่าเธอจะไม่มีวันได้อ่าน
บทถัดไป · 3 / 1602 The Champion