4 · แผลที่ขอให้เพื่อนกรีด
ปี 1984 ที่โรงพยาบาลฟรีแมนเทิล ออสเตรเลียตะวันตก หมอหนุ่มชื่อ Barry Marshall งดอาหารเช้า กินยา cimetidine แล้วเวลาสิบโมงก็ยกน้ำซุปเนื้อสีน้ำตาลขุ่นที่เลี้ยงเชื้อ H. pylori ไว้ ดื่มรวดเดียว เพื่อพิสูจน์ว่าเชื้อตัวนี้ทำให้กระเพาะอักเสบ
ความกล้าวัดจากสิ่งที่คนคนนั้นรู้ในวินาทีนั้น ไม่ใช่จากสิ่งที่เกิดขึ้นทีหลัง ในวินาทีนั้น Marshall เชื่อว่าความเสี่ยงเล็ก คนบริจาคเลือดที่มีภูมิต่อเชื้อนี้ก็ดูสบายดี เขาเขียนภายหลังว่า "ไม่ได้คาดเลยว่าจะป่วยหนักขนาดนั้น"
เค้กช็อกโกแลต
ราวสามวันต่อมา เขาคลื่นไส้ตอนเช้ามืด อาเจียน และเหงื่อออกตอนกลางคืน ภรรยาเรียกลมหายใจของเขาว่าเหม็นเน่า ส่วนเพื่อนร่วมงาน "ก็สังเกตเรื่องกลิ่นปากสัปดาห์นั้นเหมือนกัน แต่สุภาพกว่า" Robin Warren ผู้ค้นพบเชื้อร่วมกับเขา บอกนักข่าวว่า Marshall "เพิ่งปล่อยเชื้อใส่ตัวเอง แล้วเกือบตายไปจริง ๆ"
ตัวเขาเองเล่าในการบรรยายรางวัลโนเบลว่า "กินเค้กช็อกโกแลตที่เหลือจนหมดได้หลังการทดสอบ" วันที่ 14 กล้องส่องกระเพาะไม่เจอเชื้อแล้ว ดูเหมือนร่างกายกำจัดมันได้เอง บทความของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งบอกว่าเรื่องนี้เกิดปี 1985 แต่การบรรยายและงานตีพิมพ์ของเขาเองชี้ไปที่ 1984
ย้อนไปปี 1929 ที่เมืองเอเบอร์สวาลเดอ ใกล้เบอร์ลิน ศัลยแพทย์ฝึกหัดหนุ่มชื่อ Werner Forssmann ถูกหัวหน้าห้ามทดลอง ทั้งกับคนไข้และกับตัวเอง เขาผ่าหลอดเลือดดำที่แขนตัวเอง ดันสายสวนเข้าไปทางหัวใจ แล้วเดินไปห้องเอกซเรย์เพื่อถ่ายภาพเป็นหลักฐาน
เขามีงานทดลองในม้าของ Chauveau กับ Marey เป็นแบบอย่าง
ตามบันทึกความทรงจำที่ Forssmann เขียน 43 ปีต่อมา ศัลยแพทย์ใหญ่ Sauerbruch ปรามาสงานนี้ว่า ทำแบบนี้ไปเอาตำแหน่งในคณะละครสัตว์ได้ แต่ไม่ใช่ในมหาวิทยาลัยที่น่านับถือ ถ้อยคำต่างกันไปตามแหล่ง และฉบับหนึ่งไม่มีคณะละครสัตว์เลย ต่อมา Sauerbruch ไล่ Forssmann ออกจากโรงพยาบาล Charité
ทั้งสองคนรอดกลับมา และได้รางวัลโนเบลในเวลาต่อมา Forssmann ปี 1956 Marshall ปี 2005
Marshall เขียนไว้เองว่าเชื่อว่าความเสี่ยงเล็ก และเขาเชื่อถูก ส่วน Forssmann ไม่มีบันทึกที่เปิดได้ชิ้นไหนบอกว่าเขาคิดว่าจะตาย หรือคิดว่าปลอดภัย มีแต่บันทึกว่าเขาสอดสายเข้าตัวเองอีกหลายครั้งโดยไม่มีโรคแทรก ความกล้าที่บันทึกไว้ของสองคนนี้คือการขัดเจ้านายและทนเสียงหัวเราะ ไม่ใช่การเดินเข้าหาความตาย
สองโรคที่อาจเป็นโรคเดียว
ปี 1885 ในเปรูมีโรคสองโรค verruga peruana ขึ้นเป็นตุ่มตามผิวหนัง และถูกถือว่าไม่ร้ายแรง Oroya fever ฆ่าผู้ป่วยแทบทุกราย หมอบางคนสงสัยว่ามันคือโรคเดียวกัน ถ้าจริง การรับเชื้อจากตุ่มที่ดูไม่ร้ายแรง ก็อาจพาไข้ที่ฆ่าคนมาด้วย
Daniel Alcides Carrión นักศึกษาแพทย์ปีหกวัย 28 ศึกษาโรคนี้มาหลายปี ราวสามปีก่อนหน้านั้น เขาเขียนไว้ในบันทึกเรื่อง verruga ว่า "ได้คาดไว้ล่วงหน้าแล้วถึงอุบัติเหตุร้ายแรงที่มันอาจนำมา" และว่า "วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการแพทย์ เป็นหนี้ความก้าวหน้าส่วนใหญ่ต่อผู้ทดลองที่กล้าเสี่ยง"
เช้าวันที่ 27 สิงหาคม
หัวหน้าหอผู้ป่วย Leonardo Villar กับเพื่อนสองคน Evaristo Chávez และ Julián Arce พยายามห้ามเขา เขาไม่ยอมทดลองกับสัตว์ ผู้เขียนชีวประวัติคนหนึ่งเสนอว่าเขาอยากรู้อาการระยะแรก เพื่อจะรักษาคนไข้ได้เร็วขึ้น
ราวสิบโมงเช้าวันที่ 27 สิงหาคม 1885 แหล่งส่วนมากบอกว่าที่โรงพยาบาล Dos de Mayo ในลิมา อีกแหล่งบอกว่าที่คณะแพทยศาสตร์ San Fernando เชื้อมาจาก Carmen Paredes คนไข้เตียง 5 ของหอ Mercedes ซึ่งกำลังฟื้นตัว จากตุ่มเหนือคิ้วขวาของเธอ
เขาเกลี้ยกล่อม Chávez อย่างไม่ง่ายนัก กว่าเพื่อนจะยอม ตามคำเล่าของพยาน เขาบอกเพื่อนว่า "จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่สำคัญ ขอปลูกเชื้อเข้าตัว" Chávez กรีดแขนเขาสี่แผล ข้างละสองแผล
บันทึกวันที่ 2 ตุลาคม
อาการเริ่มราววันที่ 17 ถึง 21 กันยายน เขาเขียนบันทึกอาการของตัวเองจนถึงวันที่ 26 จากนั้นเพื่อนร่วมชั้นผลัดกันเขียนต่อ
วันที่ 2 ตุลาคม เขาเขียนว่า "จนถึงวันนี้ เคยเชื่อว่าตัวเองอยู่แค่ในระยะเริ่มต้นของ verruga" แล้วต่อว่า "ตอนนี้แน่ใจแล้วว่ากำลังป่วยด้วยไข้ที่คร่าชีวิต Orihuela เพื่อนของเรา" นี่คือวันที่เขารู้ ว่าสิ่งที่สงสัยมาหลายปีเป็นความจริง และความจริงนั้นอยู่ในเลือดของเขาเอง
มีคนเสนอให้ถ่ายเลือด การถ่ายเลือดถูกเลื่อน และไม่เคยเกิดขึ้น วันที่ 4 ตุลาคม เขาถูกย้ายไปโรงพยาบาล Maison de Santé คำสุดท้ายที่มีคนบันทึกไว้ เขาพูดกับ Enrique Mestanza ว่า "Enrique จบแล้ว"
Daniel Carrión เสียชีวิตคืนวันที่ 5 ตุลาคม 1885 อายุ 28 ปี
หลังจากนั้น
ตำรวจเปิดการสอบสวนว่านี่คือการฆ่าตัวตาย หรือการฆาตกรรมที่มีเหตุฉกรรจ์ คนที่กรีดคือเพื่อนที่พยายามห้ามเขาตั้งแต่ต้น วันรุ่งขึ้นหลังเขาตาย หมอ Ignacio La Puente เรียกการทดลองนี้ต่อสาธารณะว่า "ความอาจหาญอย่างบ้าบิ่น ไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์" นักวิชาการรุ่นหลังบางคนแย้งว่าคำวิจารณ์นั้นไม่มีมูล
นักเขียนรุ่นหลังสรุปว่า การป่วยและบันทึกของเขาแสดงให้เห็นว่า verruga peruana กับ Oroya fever เป็นสองระยะของโรคเดียว วันนี้โรคนั้นชื่อโรค Carrión ชื่อของเขาคือชื่อโรค ในปี 1991 กฎหมายของเปรูประกาศให้เขาเป็นวีรบุรุษแห่งชาติ และวันที่ 5 ตุลาคมคือวันการแพทย์เปรู
ใบคะแนน
ลองวัดทีละขีด ทางที่ปลอดภัยเปิดอยู่ และคนรอบตัวขอให้เขาเลือกมัน เขาคาดไว้ล่วงหน้าว่าอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่บันทึกวันที่ 2 ตุลาคมบอกว่า จนถึงวันนั้นเขาเชื่อว่าตัวเองได้แค่ระยะที่ไม่ร้ายแรง
การตัดสินใจเป็นของเขา แต่ต้องใช้มือเพื่อนกรีด เป้าหมายคือความรู้ที่จะรักษาคนไข้ของโรคที่ฆ่าคนรอบตัวเขา เขาคิดเรื่องนี้มาหลายปี ไม่ได้ตัดสินในไม่กี่นาที แต่เมื่อเชื้อเข้าแผลแล้วไม่มีทางย้อน
ขีดที่ต่ำที่สุดคือ ไม่บ้าบิ่น ก่อนวันนั้น คนรอบตัวพยายามห้าม หลังวันนั้น หมอร่วมยุคเรียกมันว่าบ้าบิ่น ไม่ต้องรอคนรุ่นหลังมาตัดสิน ชื่อบนโรคและตำแหน่งวีรบุรุษมาทีหลัง มันไม่ได้ย้อนกลับไปเพิ่มแต้มให้เช้าวันนั้น
ใบคะแนน · Daniel Alcides Carrión · ลิมา 1885
ทางเลือกจริง 3 · รู้ว่าเสี่ยง 2 · คนเดียว 2 · เพื่อคนอื่น 3 · ถอยไม่ได้ 2 · ไม่บ้าบิ่น 1
รวม 13 จาก 18 · แม้ในยุคของเขาเอง หมอคนหนึ่งก็เรียกการทดลองนี้ว่าบ้าบิ่นและไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์
ขึ้นไปทางเหนือ ในเมืองริชมอนด์ รัฐเวอร์จิเนีย และย้อนไปเดือนมีนาคม 1849 ชายคนหนึ่งให้เพื่อนตอกฝาไม้ปิดทับตัวเขา แล้วส่งตัวเองไปเป็นสินค้า
บทถัดไป · 6 / 1605 The Box