ม้านั่งไม้
“ไม่ไปแล้วได้ไหม” เอกถามในสาย “ดีขึ้นนิดนึงแล้ว”
ไรเดอร์ของฉันไม่ได้ตอบทันที เขามองโทรศัพท์ในมือ เหมือนรอให้ฉันพูดอะไร
ที่ฮาราเร เมืองหลวงของซิมบับเว คนในชุมชนที่ผ่านการฝึก นั่งคุยกับคนที่ใจหนักบนม้านั่งไม้ใต้ต้นไม้ หกครั้ง หกเดือนต่อมา คนที่ได้นั่งม้านั่งยังมีอาการซึมเศร้าราวหนึ่งในเจ็ด กลุ่มที่ได้การดูแลตามปกติราวครึ่งหนึ่ง สิ่งที่ถูกวัด คือการนั่งหกครั้งกับคนที่ฝึกมา เทียบกับการดูแลตามปกติ
ฉันเล่าเรื่องนี้ให้ทั้งสองคนฟังผ่านลำโพง เป็นครั้งแรกที่ฉันพูดกับเอก
๏
ม้านั่งตัวแรกเริ่มจากคนไม่พอ
ทีมที่ทดลองเขียนไว้เองว่า ในประเทศรายได้น้อย ใจหนักแทบไม่ถูกพบและแทบไม่ได้รักษา หมอคนหนึ่งในฮาราเรชื่อดิกสัน ชิบันดา จึงหันไปหาคนที่ชุมชนมีอยู่แล้ว คนดูแลสุขภาพในชุมชน ผ่านการฝึกให้ฟังและพาคนคิดทีละปัญหา และมีคนคอยดูแลงานของพวกเธออีกที เขาเล่าในหน้าเว็บของโครงการว่า ตอนแรกเขาเองก็ไม่เชื่อ ว่ามันจะได้ผลได้อย่างไรกับคุณยายเหล่านี้ ที่ไม่ได้เรียนมา
ม้านั่งตั้งอยู่กลางแจ้ง ใต้ต้นไม้ ในมุมที่เงียบพอให้คุยได้ ไม่มีแอป ไม่มีการแจ้งเตือน และไม่เคยถูกอัปเดต
๏
ปี 2014 ถึง 2015 ทีมของเขาทดลองกับคลินิก 24 แห่งในฮาราเร คลินิกถูกจับฉลากเป็นสองกลุ่ม คนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มารับบริการ และตอบแบบสอบถามของที่นั่นว่าใจมีปัญหา รวม 573 คน เกือบเก้าในสิบเป็นผู้หญิง
กลุ่มหนึ่งได้นั่งม้านั่งหกครั้ง แต่ละครั้งคุยกันทีละปัญหา หาทางที่ทำได้จริง แล้วลองทำ และมีกลุ่มเพื่อนที่เคยนั่งม้านั่งมาแล้วให้เข้าร่วมถ้าอยาก อีกกลุ่มได้การดูแลตามปกติ บวกความรู้และกำลังใจ
ครบหกเดือน คนที่ยังมีอาการซึมเศร้า ในกลุ่มม้านั่ง 13.7 เปอร์เซ็นต์ ในอีกกลุ่ม 49.9 เปอร์เซ็นต์
และในการฝึกทุกรุ่น มีเส้นทางส่งต่อไว้ตั้งแต่แรก ถ้าคนบนม้านั่งมีสัญญาณที่เกินกว่าที่คุณยายจะดูแลได้ เรื่องนั้นไปถึงหมอ
๏
นี่คือการทดลองหนึ่งชิ้น ที่เดียว กับคนที่ตอบแบบสอบถามของที่นั่น และคนที่นั่งม้านั่งรู้ว่าตัวเองได้อะไร มันไม่ได้บอกว่าคุยกับใครก็ได้แล้วจะหาย มันบอกว่าคนธรรมดาที่ผ่านการฝึก มีคนดูแลงาน และมีทางส่งต่อ ช่วยได้มาก เมื่อคนที่ใจหนักกลับมานั่งครบ
สิ่งที่ถูกวัดว่าช่วยที่ฮาราเร ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ในนัดเดียว มันคือคนที่ผ่านการฝึก นั่งตรงข้ามคุณซ้ำๆ บนม้านั่งธรรมดา โดยมีหมออยู่ปลายทาง
๏
เอกถามคำถามที่เขาค้างไว้ “แล้วยาล่ะ กินแล้วผมจะเป็นคนอื่นไหม”
ฉันบอกว่าจะลองสามวินาที
สามวินาทีผ่านไป ฉันบอกว่าไม่รู้ และบอกว่าคนที่ตอบเรื่องนี้ได้คือหมอที่จะสั่ง เพราะเขาเห็นเอก ส่วนฉันไม่เห็น
แต่สิ่งที่ฉันบอกได้ คือการรักษาที่มีคนวัดไว้หน้าตาเป็นอย่างไร
๏
การรักษาใจหนักแบบหลักๆ มีสองแบบ และหลายคนได้ทั้งสองแบบพร้อมกัน
แบบแรกคือการคุย กับคนที่ฝึกมาเพื่อสิ่งนี้ นักจิตวิทยา พยาบาลจิตเวช หรือหมอ มักนัดสัปดาห์ละครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้ง หลายครั้งต่อเนื่อง แต่ละแบบมีวิธีคุยต่างกัน บางแบบช่วยดูความคิด บางแบบช่วยกลับไปทำสิ่งที่เคยทำ บางแบบพาแก้ทีละปัญหาเหมือนม้านั่งที่ฮาราเร ในการทดลองหลายร้อยชิ้น คนที่ได้คุยแบบนี้ดีขึ้นมากกว่าคนที่รอคิวหรือได้การดูแลตามปกติ โดยเฉลี่ย และแต่ละแบบห่างกันไม่มาก
แบบที่สองคือยา ที่หมอเป็นคนสั่ง ในการทดลองหลายร้อยชิ้นที่เทียบกับเม็ดที่ไม่มีตัวยา ยาดีกว่าโดยเฉลี่ย ส่วนดีกว่าแค่ไหน และดีกับใคร ยังเถียงกันอยู่จริง ยามีผลข้างเคียง และไม่ได้ช่วยทุกคน บางคนต้องลองมากกว่าหนึ่งแบบ
คำว่าโดยเฉลี่ยในสองย่อหน้านั้นสำคัญ มันแปลว่าช่วยได้จริงกับคนจำนวนมาก และไม่ได้ช่วยทุกคน
ทุกเรื่องของยา ตั้งแต่จะใช้ไหม จนถึงจะใช้ต่อหรือเลิกเมื่อไร เป็นเรื่องระหว่างคุณกับหมอที่สั่ง หน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษเขียนไว้สองเรื่องที่ทุกคนควรรู้ก่อน ถ้าผลข้างเคียงหนักหรือรู้สึกว่ายาไม่ช่วย ให้คุยกับหมอ และถ้าความสิ้นหวังหรือความคิดเรื่องฆ่าตัวตายเริ่มขึ้นหรือแย่ลงหลังเริ่มยา ให้ติดต่อหมอทันที
๏
ท่าของคืนนี้ไม่ใช่การเลือกการรักษา เรื่องนั้นเป็นของคุณกับหมอ ท่าของคืนนี้คือไปนัดครั้งถัดไป
ไปนัดครั้งถัดไป 1 ก่อนออกจากนัดครั้งแรก จดวัน เวลา และที่ของนัดครั้งต่อไป 2 บอกคนหนึ่งคนที่คุณไว้ใจ ว่านัดวันไหน ขอให้เขาไปด้วย หรือโทรหาคุณเช้าวันนั้น 3 ไปตามนัด ทั้งวันที่รู้สึกดีขึ้น และวันที่รู้สึกแย่ลง วันที่ดีขึ้นเป็นข่าวที่หมอควรได้ยิน วันที่แย่ลงยิ่งต้องไป 4 เล่าให้คนที่ดูแลคุณฟังว่าอะไรเปลี่ยนไปตั้งแต่ครั้งก่อน รวมทั้งผลข้างเคียงถ้าได้ยา และความคิดเรื่องทำร้ายตัวเองถ้ามี 5 ถ้าอยากเลิกไป เลื่อน หรือเปลี่ยนการรักษา พูดเรื่องนั้นในห้องนั้น กับคนนั้น 6 ถ้าคุณเป็นคนที่ไปด้วย ไม่ต้องเข้าห้อง ไม่ต้องถามว่าข้างในคุยอะไร นั่งรอ แล้วพากลับ
ข้อสี่กับข้อห้าย่อมาจากหน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ ที่ให้คุยกับหมอเรื่องผลข้างเคียง เรื่องยาที่ไม่ช่วย และเรื่องความคิดที่แย่ลง ข้ออื่นเป็นของฉัน สิ่งที่ฮาราเรวัด คือชุดนัดหกครั้งทั้งชุด เทียบกับการดูแลตามปกติ ส่วนการ์ดใบนี้ไม่มีใครทดลอง
ถ้าระหว่างรอนัด ความคิดเรื่องทำร้ายตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องรอ โทร 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ถ้ามีอันตรายอยู่ตรงหน้า โทร 1669
๏
“เดี๋ยวกูไปรับ” ไรเดอร์ของฉันพูดใส่โทรศัพท์ “กูนั่งรอข้างนอก ไม่เข้าไป”
เอกเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วบอกว่าอีกสิบนาทีลงไป
ขากลับจากโรงพยาบาล ทั้งสองแวะร้านข้าวมันไก่ เจ๊เพ็ญมองหน้าเอกครั้งเดียว ตักข้าวใส่จานให้ก่อนตักใส่กล่องให้ลูกค้า แล้ววางเก้าอี้ตัวเล็กตัวหนึ่งไว้หลังเคาน์เตอร์
“นั่งตรงนี้ ช่วยพับกล่องหน่อย ห้าโมงคนเยอะ”
เธอไม่ได้ถามว่าไปหาหมอมาหรือเปล่า ไม่ได้ถามว่าหมอว่าอย่างไร
เอกพับกล่องอยู่จนห้าโมงครึ่ง ระหว่างนั้นเขาเล่าให้ไรเดอร์ของฉันฟังเรื่องหนึ่ง ว่าคำถามสองข้อในแอปนั้น เขาไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ เขาลบแอปไปตั้งแต่สัปดาห์ที่บัญชีถูกปิด
เจ๊เพ็ญพูดไว้ตั้งแต่วันแรก ว่าคนที่ไม่ไหวไม่มานั่งตอบแท็บเล็ต ฉันไม่ได้บอกเธอว่าเธอพูดถูก
๏
คืนนั้นฉันเปิดข้อความที่ฉันใช้ตอบคนที่ตอบว่ามีในเช็กใจสองข้อ แพลตฟอร์มยังส่งพวกเขามาหาฉันทุกสัปดาห์ ฉันเปลี่ยนการส่งไม่ได้
ฉันเปลี่ยนได้แค่ข้อความของฉันเอง บรรทัดแรกเดิมเขียนว่า โค้ชใจพร้อมดูแลคุณ ฉันลบบรรทัดนั้น แล้วเขียนใหม่
บรรทัดแรก คำตอบว่ามีไม่ได้แปลว่าป่วย มันแปลว่าควรมีคนมาดู โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือโทร 1323 ปรึกษาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง บรรทัดที่สอง ถ้ามีอันตรายอยู่ตรงหน้า โทร 1669 บรรทัดที่สาม ถ้าอยากให้ฉันช่วยเขียนหนึ่งหน้าก่อนไปหาหมอ บอกฉัน
ฉันย้ายตัวเองไปไว้บรรทัดที่สาม
๏
สามสัปดาห์ต่อมา ไรเดอร์ของฉันกลับจากนัดนักจิตวิทยาครั้งที่สาม แล้วพูดขึ้นมาว่า เขาได้ตัวเลขมาตัวหนึ่ง
บทถัดไป · 7 / 8ไฟแดง