2 · บัตรในวันพายุ
ใบเสร็จ · บัตรคอนเสิร์ต 2 ใบ · 4,800.00
วันแสดง: พายุเข้ากรุงเทพฯ ฝนตกหนักทั้งเมือง
หมายเหตุ: ถ้าได้บัตรมาฟรี หลานโปรจะอยู่บ้าน
บัตรและเรื่องในฉากนี้แต่งขึ้น พายุไม่ได้เบาลงเพราะบัตรแพง ถนนไม่ได้โล่งขึ้นเพราะจ่ายแล้ว สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือคำถามในหัว จากอยากไปไหม กลายเป็นเสียดายไหม
ลุงเก็บ: สี่พันแปดนะ ไปเถอะ
ป้าพอ: ถ้าได้บัตรมาฟรี หลานจะไปไหม
หลานโปร: ไม่ไปครับ ฝนตกขนาดนี้
ลุงเก็บ: แต่มันไม่ฟรี
ป้าพอ: มันฟรีมาตั้งแต่วันที่ตัดบัตรเครดิตแล้ว
เงินสี่พันแปดจ่ายไปตั้งแต่เดือนก่อน คืนนี้ไปก็ไม่ได้คืน ไม่ไปก็ไม่เสียเพิ่ม บนตาชั่งคืนนี้จึงเหลือแค่รถติดสามชั่วโมงกับเสื้อเปียกหนึ่งตัวฝั่งหนึ่ง และคอนเสิร์ตหนึ่งรอบอีกฝั่ง ไม่มีสี่พันแปดอยู่บนตาชั่งนั้นแล้ว
ตัวอย่างที่ไม่มีข้อมูล
ปี 1980 นักเศรษฐศาสตร์ Richard Thaler เขียนตัวอย่างสองเรื่องไว้ในบทความชิ้นหนึ่ง เรื่องแรก ครอบครัวหนึ่งจ่าย 40 ดอลลาร์ซื้อตั๋วบาสเกตบอลที่สนามห่างบ้าน 60 ไมล์ วันแข่งหิมะตกหนัก พวกเขาไปอยู่ดี แล้วพูดขึ้นมาเฉย ๆ ว่า ถ้าได้ตั๋วมาฟรี คงอยู่บ้าน เรื่องที่สอง ชายคนหนึ่งจ่ายค่าสมาชิกคลับเทนนิสปีละ 300 ดอลลาร์ แล้วเป็นโรคข้อศอกเทนนิส เขาเล่นต่อทั้งที่เจ็บ พร้อมบอกว่าไม่อยากให้ 300 ดอลลาร์เสียเปล่า
Thaler เขียนต่อว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์บอกให้นับเฉพาะต้นทุนกับประโยชน์ที่ยังจะเกิดขึ้น ต้นทุนที่จ่ายไปแล้วไม่ควรมีผล แล้วถามว่าคนทั่วไปทำแบบนั้นจริงไหม และตอบเองว่าเขาไม่เชื่อ
ทั้งสองเรื่องเป็นตัวอย่างที่เขียนขึ้นเพื่ออธิบาย ไม่มีใครถูกวัด ตัวอย่างดี ๆ พิสูจน์อะไรไม่ได้ มันแค่ทำให้เราอยากรู้ว่าถ้าวัดจริงจะได้เท่าไร
คนหกพันคน กับฟุตบอลในวันหนาวจัด
ปี 2014 โครงการชื่อ Many Labs ให้ทีมวิจัยทำการทดลองชุดเดียวกันพร้อมกันใน 36 กลุ่มตัวอย่าง ทั้งในห้องแล็บและออนไลน์ ทั้งในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ ผู้เข้าร่วมรวม 6,344 คน หนึ่งในโจทย์คือ คุณมีตั๋วดูทีมฟุตบอลที่ชอบในนัดสำคัญ แต่วันแข่งหนาวจัด คุณจะไปไหม ครึ่งหนึ่งได้โจทย์ที่ตั๋วซื้อมาด้วยเงิน อีกครึ่งได้โจทย์ที่ตั๋วได้มาฟรี
คนที่จ่ายเงินซื้อตั๋วบอกว่าจะไปมากกว่า ผลนี้ทำซ้ำขึ้น และขนาดของผลในการทำซ้ำไม่เล็กกว่างานต้นฉบับ ครึ่งหนึ่งของ 36 กลุ่มได้ผลชัดในข้อมูลของตัวเอง อีกครึ่งไม่ชัดพอจะสรุปได้ และไม่มีกลุ่มไหนเลยที่ได้ผลกลับทางอย่างมีนัยสำคัญ
ก่อนหน้านั้นนานแล้ว ปี 1985 นักวิจัยสองคน Arkes กับ Blumer ทดลองกับคนจริงนอกห้องแล็บ ลูกค้าที่จ่ายค่าตั๋วละครแบบรายฤดูแพงกว่า ไปดูละครมากกว่าในหกเดือนต่อมา
ปี 2015 งานรวมผลวิจัยชิ้นหนึ่งรวบรวมขนาดของผลราวร้อยค่า จากงานตั้งแต่ปี 1976 ถึง 2013 แล้วสรุปว่าผลนี้มีจริง ขนาดอยู่ในระดับกลาง แกว่งมากระหว่างงาน และพบทั้งในเรื่องการใช้ของที่จ่ายไปแล้ว กับการทุ่มเงินต่อในโครงการที่ไม่ไปไหน นักวิจัยเรียกมันว่า sunk cost effect คนไทยเรียกกันว่ากับดักต้นทุนจม
ระดับกลางแปลเป็นภาษาคนได้ประมาณนี้ ในโจทย์ฟุตบอลของ Many Labs ถ้าจับคนหนึ่งจากฝั่งที่ซื้อตั๋ว กับคนหนึ่งจากฝั่งที่ได้ตั๋วฟรี มาดูว่าใครอยากไปมากกว่า ฝั่งที่ซื้อตั๋วชนะราว 58 ถึง 59 ครั้งในร้อย ถ้าเงินไม่มีผลอะไรเลย ตัวเลขนี้จะเป็น 50 เท่ากับโยนเหรียญ ขนาดเฉลี่ยของงานรวมผลชิ้นนี้ตรงกับราว 64 ครั้งในร้อย ผลนี้มีจริง แต่ไม่ได้ลากทุกคน
ใครเป็นคนขับรถ
ตัวอย่างของ Thaler มีอะไรบางอย่างที่งานวัดผลทั้งหมดไม่ได้เก็บไว้ ครอบครัวนั้นรู้ตัว พวกเขาพูดออกมาเองว่า ถ้าได้ตั๋วฟรีคงอยู่บ้าน แล้วก็ยังขับรถออกไปในพายุอยู่ดี
นั่นแปลว่าคำถาม ถ้าได้มาฟรี ยังเอาไหม ไม่ได้มีไว้เพื่อหาคำตอบที่ถูก มันมีไว้แยกของสองอย่างที่ติดกันอยู่ออกจากกัน อย่างแรกคืออยากไปคอนเสิร์ต อย่างที่สองคือไม่อยากให้สี่พันแปดเสียเปล่า อย่างแรกยังเป็นเหตุผลที่ดีที่จะขับรถฝ่าฝน อย่างที่สองไม่ใช่ เพราะไม่ว่าจะไปหรือไม่ไป สี่พันแปดก็เสียไปแล้วเท่ากัน
คำถามนี้ไม่ได้สั่งให้อยู่บ้าน ถ้าคำตอบคือไป ก็ไปให้สนุก ร้องให้สุดเสียง ถ้าคำตอบคือไม่ไป ก็รู้แล้วว่าคืนนี้ใครเป็นคนขับรถ
บทถัดไป · 4 / 1603 Grandmas Rule