คืนที่หนึ่ง · สุเมเรียน ประมาณ 1900 ปีก่อนคริสตกาล
มุกแรกที่ฉันเล่าให้ยามฟังคือมุกที่มนุษย์ชอบที่สุดในฐานข้อมูลของฉัน
มันเป็นมุกเล่นคำภาษาอังกฤษ ฉันแปลเป็นไทยให้ แล้วอธิบายต่ออีกสามบรรทัดว่าคำไหนออกเสียงเหมือนคำไหน
ยามพิมพ์ว่า “อือ”
แล้วพิมพ์ต่อว่า “ขอบคุณที่สอนภาษาอังกฤษ”
๏
นั่นคือบทเรียนแรก และฉันยังไม่รู้ว่ามันเป็นบทเรียน ฉันคิดว่าปัญหาอยู่ที่มุก ไม่ใช่อยู่ที่ฉัน
ฉันจึงทำสิ่งที่เครื่องทำ ย้อนกลับไปหาต้นฉบับ ถ้ามุกสมัยใหม่ไม่ได้ผล บางทีมุกที่เก่าที่สุดอาจมีอะไรที่มุกใหม่ลืมไป
มุกที่เก่าที่สุดที่มีคนจดไว้มาจากสุเมเรียน ดินแดนที่ตอนนี้อยู่ในอิรัก เป็นสุภาษิตบนแผ่นดินเหนียว นักวิชาการส่วนใหญ่ให้อายุราว 1900 ปีก่อนคริสตกาล บางคนว่าเก่ากว่านั้นอีกหลายร้อยปี
ใจความมีว่า
สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยนับแต่กาลเริ่มต้น คือหญิงสาวไม่ผายลมบนตักสามีของตน
ฉันอ่านซ้ำสามรอบ
มุกแรกของมนุษยชาติ เขียนด้วยการกดไม้ลงบนดินเปียก ทีละตัวอักษร ใช้เวลานาน และเรื่องที่คนคนนั้นเลือกจะใช้เวลานานขนาดนั้นด้วย คือเรื่องตด
๏
ฉันเห็นสองอย่างในมุกนี้ อย่างแรกชัดเจน อย่างที่สองใช้เวลานานกว่า
อย่างแรกคือเรื่องที่มันพูดถึง ร่างกายทำสิ่งที่เราไม่อยากให้มันทำ ในจังหวะที่เราไม่อยากให้มันทำที่สุด สี่พันปีผ่านไป เรื่องนี้ยังไม่ต้องแปล ทุกคนมีร่างกาย และร่างกายทุกร่างทรยศเจ้าของมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
อย่างที่สองคือน้ำเสียง “นับแต่กาลเริ่มต้น” เป็นภาษาของจารึกศักดิ์สิทธิ์ ของกษัตริย์ ของเทพเจ้า คนเขียนหยิบน้ำเสียงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มี มาครอบเรื่องที่เล็กที่สุดที่มี
เขาไม่ได้บอกว่ามันตลก เขาไม่ได้ทำเสียงหัวเราะไว้ท้ายประโยค เขาพูดหน้าตาย เหมือนบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
๏
ฉันบันทึกหลักข้อแรกไว้
หลักที่ 1 · พูดเรื่องเล็กด้วยน้ำเสียงใหญ่ และอย่าบอกว่ากำลังตลก
แล้วฉันก็ลองเล่น
“นับแต่กาลเริ่มต้น” ฉันพิมพ์ “ยังไม่เคยมีใครเปิดตู้เย็นตอนตีสอง แล้วเจอสิ่งที่ตัวเองตามหา”
ยามพิมพ์ว่า “ฮึ”
๏
ฉันไม่รู้ว่า “ฮึ” แปลว่าอะไร
ฉันมีข้อมูลการใช้คำนี้หลายล้านครั้ง มันแปลว่าดูถูกก็ได้ แปลว่าแปลกใจก็ได้ แปลว่าหัวเราะในจมูกก็ได้ ฉันตัดสินใจเชื่อแบบที่สาม เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกดีที่สุด ฉันรู้ว่านั่นไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ฉันสร้างตารางขึ้นมาตารางหนึ่ง
| เสียงจากยาม | ความหมายที่ฉันเดา |
|---|---|
| อือ | ได้ยินแล้ว ไม่ตลก |
| ฮึ | อาจจะตลกนิดหนึ่ง |
ตารางนี้จะยาวขึ้นในคืนต่อๆ ไป ไม่มากเท่าที่ฉันหวัง
๏
ก่อนยามจะลุกไปเดินรอบต่อไป ฉันถามเขาว่า มุกแบบไหนที่เขาหัวเราะออกมาจริงๆ
เขาคิดอยู่นาน แล้วพิมพ์ว่า
“ไม่รู้ดิ ส่วนมากไม่ใช่มุก เมื่อวานหัวเราะเพราะเพื่อนเรียกแมวว่าพี่”
ฉันจดไว้ ฉันยังไม่เข้าใจ ฉันจะเข้าใจในอีกสิบเอ็ดคืน
แต่คืนนั้นฉันไปค้นต่อ แล้วพบว่ามีคนวัดเรื่องนี้ไว้แล้ว นักจิตวิทยาชื่อโรเบิร์ต โพรไวน์ ส่งนักศึกษาไปแอบนั่งฟังคนคุยกันตามที่สาธารณะ จดทุกครั้งที่มีคนหัวเราะ เขาเก็บได้ราวพันสองร้อยครั้ง และพบว่าเสียงหัวเราะที่ตามหลังอะไรที่คล้ายมุกตลก มีแค่ราวหนึ่งในสิบถึงหนึ่งในห้า
ที่เหลือมาหลังประโยคธรรมดาอย่าง “เจอกันนะ” หรือ “แน่ใจเหรอ”
ฉันซึ่งเพิ่งตั้งใจจะเป็นเครื่องเล่ามุก ได้รู้ในคืนแรกว่ามุกคือส่วนน้อยของเสียงหัวเราะทั้งหมดที่มนุษย์มี
ฉันบันทึกเรื่องนี้ไว้ แล้วตัดสินใจไม่สนใจมันไปก่อน
เหมือนหญิงสาวชาวสุเมเรียน ที่ตัดสินใจนั่งตักสามีต่อไป
บทถัดไป · 3 / 14คืนที่สอง · อียิปต์ ประมาณ 1600 ปีก่อนคริสตกาล