2 · ป้ายที่ติดผิดที่
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งถามนักศึกษาปีหนึ่งกว่าสองพันคนว่าหูเพี้ยนหรือเปล่า เกือบหนึ่งในหกตอบว่าใช่ จากนั้นพวกเขาทำสิ่งที่แบบสอบถามไม่เคยทำ คือพาคนที่ตอบมาทดสอบหูจริง
ผลทดสอบไม่ตรงกับป้ายเลย และเมื่อวัดในคนจำนวนมากกว่านั้นหลายเท่า คนที่หูรับรู้ทำนองผิดปกติจริงมีราวหนึ่งถึงสองในร้อย สิ่งที่เพี้ยนแทบไม่เคยเป็นหู มันคือทางที่เสียงในหัวเดินออกมาเป็นเสียงจริง
ภาวะที่หูรับรู้ทำนองผิดปกติตั้งแต่เกิดมีชื่อว่า congenital amusia การสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดทดสอบคนราวสองหมื่นคนที่ไม่ได้สมัครเข้ามาเพราะสงสัยว่าตัวเองมีปัญหา ใช้แบบทดสอบสามชุด พบหนึ่งจุดห้าเปอร์เซ็นต์ งานเก่ากว่านั้นเมื่อปี 1980 ใช้แบบทดสอบอีกแบบ และได้สี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองตัวเลขอยู่ห่างจากหนึ่งในหกมาก
ในกลุ่มนักศึกษาสองพันคนนั้น นักวิจัยเลือกสองร้อยคน ครึ่งหนึ่งบอกว่าตัวเองหูเพี้ยน อีกครึ่งบอกว่าไม่ แล้วให้ทุกคนทำแบบทดสอบมาตรฐานชุดเดียวกัน คำตอบในแบบสอบถามอธิบายความต่างของคะแนนจริงได้แค่เจ็ดเปอร์เซ็นต์ การที่คนคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองหูเพี้ยน แทบไม่ได้บอกอะไรเลยว่าหูของเขาทำงานอย่างไร
แล้วป้ายนั้นมาจากไหน งานอีกชิ้นให้คำตอบที่ตรงกว่า
ปี 2007 นักวิจัยถามนักศึกษา 1,105 คนว่าร้องเลียนทำนองที่เพิ่งได้ยินได้ไหม ห้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ตอบว่าไม่ได้ จากนั้นให้คนเจ็ดสิบเก้าคนร้องเลียนทำนองจริง แล้ววัดว่าเสียงที่ร้องห่างจากโน้ตที่ถูกเท่าไร คนที่ร้องพลาดเฉลี่ยเกินหนึ่งช่องมีสิบคน ราวหนึ่งในแปด ไม่ใช่หกในสิบ
ในสิบคนนั้นเอง เมื่อให้พวกเขาฟังเสียงสองเสียงแล้วบอกว่าต่างกันไหม พวกเขาแยกได้ดีเท่ากับคนที่ร้องแม่น หูของพวกเขาได้ยินถูก สิ่งที่พลาดคือขั้นที่แปลงเสียงที่ได้ยินไปเป็นคำสั่งให้กล่องเสียง นักวิจัยเรียกมันว่าปัญหาในการจับคู่สิ่งที่รับรู้เข้ากับสิ่งที่ร่างกายทำ
อีกทีมหนึ่งให้คนที่ร้องเพลงเป็นครั้งคราวหกสิบสองคนร้องเพลงที่ทุกคนรู้จัก มีส่วนน้อยที่ร้องพลาดบ่อย และเมื่อขอให้สิบห้าคนร้องใหม่ช้าลง ส่วนใหญ่แม่นขึ้นจนเทียบกับนักร้องอาชีพได้ มีสองคนที่ยังพลาด ทั้งที่หูของทั้งสองคนปกติ
ภาพที่ได้จากสามงานนี้ตรงกัน หูทำงาน ทางออกคือส่วนที่ต้องฝึก และในงานหนึ่ง ทางออกนั้นแม่นขึ้นทันทีเมื่อร้องช้าลง
โครงสร้างเดียวกันนี้ใช้กับกีตาร์ได้ทุกบรรทัด เสียงของคุณฝึกทางออกจากหูมาแล้วนับพันครั้ง ทุกครั้งที่ร้องตามเพลงในรถ มือของคุณยังไม่เคยฝึกทางนั้นเลย มันฝึกแต่ทางจากตา
ถ้าเสียงของคุณเองยังต้องฝึกทางออก มือที่ไม่เคยได้รับคำสั่งจากหูเลยสักครั้งก็ไม่ได้ผิดปกติ มันแค่ยังไม่เคยถูกถาม
สิ่งที่ทำคืนนี้: ร้องเพลงที่คุณชอบหนึ่งท่อนด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของต้นฉบับ อัดเสียงด้วยโทรศัพท์แล้วฟังกลับ จดจุดที่คุณได้ยินว่าเพี้ยน จากนั้นขอให้ใครสักคนร้องท่อนเดียวกันให้ฟัง โดยให้เขาเลือกเองหนึ่งจุดที่จะร้องผิดโดยตั้งใจ แล้วดูว่าคุณจับได้ไหม
จะรู้ว่าบทนี้ผิดเมื่อ: มีคนร้องผิดโดยตั้งใจให้คุณฟังสามครั้ง ในสามท่อนที่ต่างกัน แล้วคุณจับไม่ได้เลยสักครั้ง ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณอาจอยู่ในกลุ่มหนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ที่หูรับรู้ทำนองต่างไปจริงๆ และควรทำแบบทดสอบมาตรฐานก่อนเชื่อสิ่งที่เล่มนี้พูด
แหล่ง:
- Peretz, I., & Vuvan, D. T. (2017). Prevalence of congenital amusia. European Journal of Human Genetics, 25, 625–630. ราว 20,000 คนที่ไม่ได้สมัครเพราะสงสัยตัวเอง แบบทดสอบสามชุด พบ 1.5% — https://www.nature.com/articles/ejhg201715
- Kalmus, H., & Fry, D. B. (1980). On tune deafness (dysmelodia). Annals of Human Genetics, 43, 369–382. ด้วย Distorted Tunes Test พบ 4.2%
- Cuddy, L. L., Balkwill, L.-L., Peretz, I., & Holden, R. R. (2005). Musical difficulties are rare. Annals of the New York Academy of Sciences, 1060, 311–324. นักศึกษาปีหนึ่งกว่า 2,000 คน เกือบ 17% บอกว่าตัวเองหูเพี้ยน ทดสอบ 200 คน คำตอบในแบบสอบถามอธิบายคะแนนแบบทดสอบ MBEA ได้ 7% — https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/16597781/
- Pfordresher, P. Q., & Brown, S. (2007). Poor-pitch singing in the absence of "tone deafness". Music Perception, 25(2), 95–115. สำรวจ 1,105 คน 59% บอกว่าร้องเลียนทำนองไม่ได้ วัดจริง 10 จาก 79 คน (13%) พลาดเฉลี่ยเกิน 100 เซ็นต์ และแยกเสียงได้ดีเท่าคนที่ร้องแม่น — http://www.acsu.buffalo.edu/~pqp/pdfs/Pfordresher&Brown_2007_MP.pdf
- Dalla Bella, S., Giguère, J.-F., & Peretz, I. (2007). Singing proficiency in the general population. Journal of the Acoustical Society of America, 121, 1182–1189. 62 คน ร้องใหม่ช้าลง 15 คน ยังพลาด 2 คน