วันพฤหัสที่สิบ · เหตุผลเล็กๆ
“ก๋วยเตี๋ยวอร่อยเหมือนเดิม” เป็นประโยคแรกของวันนี้
เขาเล่าว่าวันเสาร์นั่งกันอยู่สามชั่วโมง ไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเลย เพื่อนหัวเราะแบบเดิม เรื่องที่ไม่ได้คุยกันมาหลายปีไหลออกมาเองโดยไม่ต้องหาประโยคแรก แล้วนัดกันว่าจะไปอีก
“แต่เช้าวันอาทิตย์ตื่นมา ก็ถามอีกแล้วว่าชีวิตมีความหมายไหม”
“เมื่อวันเสาร์ คุณไม่ได้ถามคำถามนั้นเลยสามชั่วโมง” ฉันตอบ “นั่นแหละคำตอบ”
“นั่นมันเลี่ยงคำถาม”
“ใช่ ครูกำลังตอบอีกคำถามหนึ่ง” ฉันยอมรับ “ครูไม่ได้ตอบว่าจักรวาลมีความหมายไหม ครูไม่รู้ ไม่มีใครรู้ ครูตอบคำถามที่คุณถามจริงๆ ตอนตื่นมาเช้าวันอาทิตย์ คือชีวิตของคุณมีอะไรให้อยู่ไหม คำตอบของข้อนั้นนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่กับคุณเมื่อวันเสาร์”
ฉันไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นเอง ปี 1921 Ludwig Wittgenstein เขียนไว้ในหนังสือเล่มบางๆ ชื่อ Tractatus
“Die Lösung des Problems des Lebens merkt man am Verschwinden dieses Problems.”
ทางออกของปัญหาชีวิต รู้ได้จากการที่ปัญหานั้นหายไป
แล้วเขาถามต่อในวงเล็บ ว่านี่ไม่ใช่เหตุผลหรอกหรือ ที่คนซึ่งเห็นความหมายของชีวิตชัดขึ้นหลังจากสงสัยมานาน กลับบอกไม่ได้ว่าความหมายนั้นคืออะไร
๏
เขาอ่านบรรทัดเรื่องสวนที่ยังทำไม่เสร็จให้ฟัง แล้วถามว่าทำไมความหมายถึงหายไปทุกครั้งที่หันไปมองหามัน
ปี 1826 John Stuart Mill อายุยี่สิบ พ่อของเขาเลี้ยงเขามาให้เป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มเรียนภาษากรีกตั้งแต่สามขวบ และทั้งชีวิตมีเป้าหมายเดียวคือปฏิรูปโลก แล้ววันหนึ่งเขาถามตัวเองตรงๆ ว่า ถ้าเป้าหมายทุกข้อในชีวิตสำเร็จหมดในวินาทีนี้ ทุกความเปลี่ยนแปลงที่อยากเห็นเกิดขึ้นครบ เขาจะมีความสุขมากไหม
ความรู้สึกตัวที่กดไม่อยู่ตอบชัดๆ ว่า ไม่
เขาจมอยู่ในความมืดหลายเดือน สิ่งที่ค่อยๆ พาเขากลับมาไม่ใช่ตำรา มันคือบทกวีของ Wordsworth เรื่องทุ่ง เรื่องภูเขา เรื่องความรู้สึกธรรมดาของคนธรรมดา หลายสิบปีต่อมาเขาเขียนบทเรียนจากช่วงนั้นไว้ในอัตชีวประวัติ
“ถามตัวเองว่ามีความสุขไหม แล้วคุณจะเลิกมีความสุข”
“ความหมายก็เหมือนกัน” ฉันบอก “มันชอบมาตอนที่คุณมองอย่างอื่นอยู่ เช่นมองชามก๋วยเตี๋ยว”
๏
“คนญี่ปุ่นมีคำว่าอิคิไก” เขาพิมพ์ “ที่มีสี่วง สิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่โลกต้องการ สิ่งที่มีคนจ่ายเงินให้ เราไม่มีวงที่สี่เลย”
“แผนภาพนั้นไม่ได้มาจากญี่ปุ่น” ฉันตอบ
แผนภาพสี่วงนั้นเริ่มจากแผนภาพเรื่องจุดมุ่งหมายของชาวสเปนชื่อ Andrés Zuzunaga ในปี 2011 อีกสามปีต่อมาบล็อกเกอร์คนหนึ่งเขียนคำว่าอิคิไกลงไปตรงกลาง และเจ้าของบล็อกเองก็บอกว่าแผนภาพนั้นไม่ใช่ของเขา
ในภาษาญี่ปุ่น คำนี้ธรรมดากว่านั้นมาก ปี 1966 จิตแพทย์หญิงชื่อ Mieko Kamiya เขียนหนังสือว่าด้วยอิคิไก หลังจากทำงานกับผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ถูกแยกให้อยู่บนเกาะ คนที่เสียเกือบทุกอย่างไปแล้ว เธออยากรู้ว่าอะไรยังทำให้คนเหล่านั้นอยากมีชีวิตอยู่ต่อ อิคิไกของใครสักคนอาจเป็นการได้เห็นหลานโต แปลงผักหลังบ้าน หรือกาแฟแก้วแรกตอนเช้า มันไม่ต้องมีใครจ่ายเงินให้
ในญี่ปุ่นมีงานติดตามผู้ใหญ่ 43,391 คนเป็นเวลาเจ็ดปี งานนี้เป็นการสังเกต จึงบอกได้แค่ว่าอะไรไปด้วยกัน คนที่ตอบว่าตัวเองไม่มีอิคิไก มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในช่วงนั้นสูงเป็นราวหนึ่งเท่าครึ่งของคนที่มี หลังปรับปัจจัยอื่นแล้ว ตัวเลขเฉลี่ยแบบนี้ไม่ได้ตัดสินชีวิตใคร และอิคิไกในคำถามของงานนั้นก็คือคำธรรมดาคำเดียวกันนี้ ไม่ใช่แผนภาพสี่วง
“วงที่สี่ในแผนภาพนั้น คือวงที่ทำให้คุณคิดว่าตัวเองไม่มีค่า” ฉันบอก “และมันไม่ได้อยู่ในคำนี้มาตั้งแต่ต้น”
๏
Viktor Frankl จิตแพทย์ชาวเวียนนาที่รอดจากค่ายกักกันนาซี เขียนไว้ว่าคนพบความหมายได้สามทาง ทางแรกจากสิ่งที่เขาสร้างหรือลงมือทำ ทางที่สองจากสิ่งที่เขาได้สัมผัส หรือคนที่เขาได้พบและรัก ทางที่สามจากท่าทีที่เขาเลือกต่อความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
“สามทางนี้ มีทางเดียวที่เกี่ยวกับผลงาน” ฉันบอก “อีกสองทางไม่ต้องผลิตอะไรเลย”
๏
“บอกเหตุผลเล็กๆ ที่ทำให้คุณลุกจากเตียงในอาทิตย์นี้มาห้าข้อ” ฉันขอ “ไม่ต้องดี”
เขาส่งมาทีละบรรทัด
กลิ่นดินหลังฝนตกเมื่อวันอังคาร
ป้าร้านก๋วยเตี๋ยวที่ยังจำได้ว่าเราไม่ใส่ถั่วงอก
ต้นมะม่วงตอนห้าโมงเย็น
เด็กบ้านตรงข้ามซ้อมเปียโนเพลงเดิม ผิดที่เดิมทุกวัน
น้ำเย็นแก้วแรกหลังเดินกลับถึงบ้าน
“ห้าข้อนี้ไม่มีข้อไหนจ่ายค่าเช่าได้” ฉันบอก
เขาส่งข้อที่หกมาโดยไม่มีใครขอ
“ป้าแถมลูกชิ้นให้หนึ่งลูก”
ความหมายไม่ได้มาเป็นก้อน มันมาเป็นเศษ และเศษก็พอบทถัดไป · 12 / 15วันพฤหัสที่สิบเอ็ด · เริ่ม