2 · แปดสิบที่ตัดทิ้งไม่ได้
เมื่อรู้ว่าผลส่วนใหญ่มาจากเหตุส่วนน้อย ข้อสรุปที่ดูฉลาดที่สุดก็คือตัด 80% ที่ให้ผลน้อยทิ้ง แล้วทำแต่ 20% ที่ได้ผล
ข้อสรุปนี้ถูกเฉพาะในโลกที่สิ่งที่นับเกิดซ้ำ ในโลกที่แต่ละชิ้นเกิดครั้งเดียว 80/20 เป็นแผนที่ย้อนหลัง ใช้บอกทางล่วงหน้าไม่ได้
โลกที่เกิดซ้ำ
Microsoft แก้บั๊ก 20% ตัวบนได้เพราะรู้ว่าเป็นตัวไหน รายงานข้อผิดพลาดที่ส่งเข้ามาทุกวันบอกชื่อมันไว้ บั๊กตัวเดิมจะทำให้เครื่องล่มซ้ำพรุ่งนี้ อดีตจึงทำนายอนาคตได้
ตำรวจก็อยู่ในโลกแบบเดียวกัน ปี 1989 Lawrence Sherman ไล่ดูสายแจ้งเหตุ 323,979 สายในเมือง Minneapolis แล้วพบว่า 3.3% ของที่อยู่และสี่แยกทั้งเมืองเป็นต้นเหตุของสายราวครึ่งหนึ่ง งานที่ติดตามถนนทุกสายในเมือง Seattle นานสิบสี่ปีของ Weisburd และคณะ ปี 2004 พบว่าระดับอาชญากรรมบนถนนแต่ละสายค่อนข้างคงที่ตลอดช่วงนั้น การส่งกำลังไปจุดที่รู้แล้วจึงเป็นการใช้ 80/20 ที่ได้ผล
ลูกค้าประจำ เครื่องจักรที่เสียบ่อย สินค้าที่ขายดีทุกเดือน ล้วนอยู่ในโลกแบบนี้ เพราะหน่วยที่นับเกิดซ้ำ ส่วนน้อยของเมื่อวานจึงมีแนวโน้มเป็นส่วนน้อยของพรุ่งนี้
โลกที่เกิดครั้งเดียว
หนังสือเล่มใหม่ เพลงใหม่ สินค้าตัวใหม่ หรืองานวิจัยชิ้นใหม่ ไม่มีรายงานข้อผิดพลาดส่งมาล่วงหน้า คุณจะรู้ว่าชิ้นไหนอยู่ใน 20% ก็ต่อเมื่อมันออกไปเจอโลกแล้ว
นักจิตวิทยา Dean Keith Simonton ใช้เวลาหลายสิบปีนับผลงานของนักแต่งเพลง นักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์ ในปี 1997 เขาสรุปรูปแบบที่เจอซ้ำๆ ว่า จำนวนผลงานเด่นเพิ่มตามจำนวนผลงานทั้งหมดแบบเส้นตรง คนที่มีงานเด่นมากที่สุดคือคนที่มีงานล้มเหลวมากที่สุดด้วย เพราะเขาผลิตมากที่สุด Simonton เรียกรูปแบบนี้ว่า equal-odds rule ต่อมาในปี 2020 มีงานที่แย้งว่าสัดส่วนงานเด่นไม่ได้คงที่เป๊ะ แต่ส่วนที่ว่าปริมาณทำนายจำนวนงานเด่นได้ยังยืนอยู่
แปดโลกคู่ขนาน
ปี 2006 นักสังคมวิทยาสามคน Matthew Salganik, Peter Dodds และ Duncan Watts ทำการทดลองที่ในโลกจริงทำไม่ได้ คือสร้างโลกดนตรีขึ้นมาหลายใบพร้อมกัน
คนเข้าร่วม 14,341 คนเข้าเว็บไซต์ที่มีเพลงของวงที่ไม่มีใครรู้จัก 48 เพลง คนกลุ่มหนึ่งฟังแล้วให้คะแนนโดยไม่เห็นว่าคนอื่นเลือกอะไร คนที่เหลือถูกสุ่มแบ่งเข้าแปดโลกแยกกัน แต่ละโลกเห็นยอดดาวน์โหลดของคนในโลกเดียวกัน
เพลงชุดเดียวกัน แต่ได้เพลงฮิตคนละเพลงในแต่ละโลก การเห็นว่าคนอื่นเลือกอะไรทำให้เพลงที่ฮิตยิ่งฮิต และทำให้เดายากขึ้นว่าเพลงไหนจะฮิต เพลงที่ดีที่สุดในสายตาของกลุ่มที่ฟังเองแทบไม่เคยตกไปอยู่ท้ายตาราง เพลงที่แย่ที่สุดก็แทบไม่เคยขึ้นไปบนสุด แต่ช่วงกลางทั้งหมดเกิดอะไรขึ้นก็ได้
ถ้าคุณภาพของเพลงทำนายตำแหน่งได้แค่ที่ขอบบนกับขอบล่าง คนทำเพลงที่อยู่ช่วงกลางก็ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่าเพลงไหนจะเป็น 20% ของเขา
คนทำเดางานตัวเองไม่ถูก
ยังมีทางออกอีกทางหนึ่ง คือให้คนที่รู้งานดีที่สุดเป็นคนเลือก คนทำงานเองน่าจะรู้ว่างานชิ้นไหนของตัวเองดี
ปี 2016 Justin Berg ทดสอบเรื่องนี้กับคนในวงการละครสัตว์ 339 คน ให้ทั้งผู้สร้างการแสดงและผู้จัดการคาดว่าการแสดงชิ้นไหนจะได้รับความนิยม แล้วเทียบกับผลจากผู้ชมจริง ผู้สร้างคาดงานของคนอื่นได้แม่นกว่าผู้จัดการ แต่คาดงานของตัวเองพลาด เพราะตีราคางานของตัวเองสูงเกินไป ผู้ที่คาดแม่นที่สุดคือเพื่อนร่วมวงการที่ดูงานของคนอื่น
ค่าตั๋ว
รวมสามเรื่องเข้าด้วยกัน ผลงานเด่นมาจากจำนวน ตลาดเดาไม่ได้ในช่วงกลาง และคนทำเองก็เลือกงานของตัวเองไม่ถูก ในโลกแบบนี้ 80% ที่ดูเหมือนเสียเปล่าคือค่าตั๋วเข้าไปจับฉลากหา 20%
ตัดมันทิ้งก็เท่ากับตัดโอกาสได้งานเด่นทิ้งไปด้วย
ความล้มเหลวส่วนใหญ่ในงานสร้างสรรค์ไม่ใช่ความสิ้นเปลือง มันคือราคาที่จ่ายเพื่อได้เห็นว่าชิ้นไหนใช่
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีการศึกษาที่พบว่าผู้สร้างเลือกงานเด่นของตัวเองได้แม่นตั้งแต่ก่อนปล่อย หรือพบว่าคนที่ผลิตน้อยแต่ขัดเกลามากได้งานเด่นมากกว่าคนที่ผลิตมาก เมื่อเทียบในสาขาเดียวกัน
แหล่ง: Sherman, Gartin & Buerger, Hot Spots of Predatory Crime, Criminology 1989 · Weisburd, Bushway, Lum & Yang, Trajectories of Crime at Places, Criminology 2004 · Simonton, Creative Productivity: A Predictive and Explanatory Model of Career Trajectories and Landmarks, Psychological Review 1997 — บทความที่อธิบายและทดสอบต่อ · Salganik, Dodds & Watts, Experimental Study of Inequality and Unpredictability in an Artificial Cultural Market, Science 2006 — หน้าวารสาร · Berg, Balancing on the Creative Highwire, Administrative Science Quarterly 2016 — หน้าวารสาร
บทถัดไป · 4 / 133 · ความพยายามมีเพดาน