8 · ไม่มีใครเริ่มจากศูนย์
ปี 1861 คณะสำรวจของ Robert Burke กับ William Wills ข้ามทวีปออสเตรเลียจากใต้ขึ้นเหนือได้สำเร็จ แต่ขากลับเสบียงหมด คนที่รอดมาถึงลำธาร Cooper Creek ติดอยู่ในดินแดนที่คนยุโรปเรียกว่าที่รกร้าง
ดินแดนนั้นไม่ได้รกร้าง ชาว Yandruwandha อยู่ที่นั่นมาหลายชั่วคน และกินอาหารจากพืชชนิดหนึ่งชื่อ nardoo เป็นประจำ ชาวยุโรปเห็นเขากินก็เก็บมากินบ้าง แล้วอ่อนแรงลงเรื่อยๆ จนตาย ทั้งที่ท้องอิ่ม
nardoo มีเอนไซม์ชื่อ thiaminase ที่ทำลายวิตามินบี 1 ในร่างกาย ชาว Yandruwandha มีขั้นตอนเตรียมอาหารชนิดนี้ที่รวมถึงการใช้น้ำชะ ขั้นตอนนั้นทำลายเอนไซม์ไปก่อนถึงปาก คณะสำรวจกินโดยข้ามขั้นตอนนี้ Burke กับ Wills ตาย คนที่รอดกลับมามีคนเดียวคือ John King และเขารอดเพราะชาว Yandruwandha รับไปดูแล
คนเหล่านี้ไม่ได้โง่ พวกเขาได้รับการศึกษา มีอุปกรณ์ และเพิ่งข้ามทวีปมา แต่ความรู้ที่พวกเขาขาดไม่ใช่ของที่คนฉลาดคนเดียวจะคิดออกเองได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ มันเป็นของที่คนหลายชั่วคนลองผิดลองถูกกันมา
มันสำปะหลังกับขั้นตอนที่ไม่มีใครรู้ว่ามีไว้ทำไม
นักมานุษยวิทยา Joseph Henrich ใช้เรื่องนี้เปิดหนังสือ The Secret of Our Success ปี 2016 แล้วตามด้วยตัวอย่างที่คนไทยรู้จักดี คือมันสำปะหลัง
มันสำปะหลังพันธุ์ขมมีสารที่ปล่อยไซยาไนด์ ชนพื้นเมืองในลุ่มน้ำอเมซอนเตรียมมันด้วยขั้นตอนยาวหลายขั้น ทั้งขูด แช่ บีบน้ำทิ้ง และรอก่อนนำไปปรุง ถ้าข้ามบางขั้นไป คนกินจะไม่ป่วยทันที พิษสะสมจะปรากฏหลังผ่านไปหลายปี
Henrich ชี้ว่านี่คือเหตุที่คนคนเดียวค้นพบขั้นตอนนี้ด้วยการลองเองไม่ได้ ผลของการข้ามขั้นตอนมาช้าเกินกว่าจะโยงกลับไปหาเหตุได้ ขั้นตอนทั้งหมดอยู่รอดมาได้เพราะคนรุ่นหลังทำตามคนรุ่นก่อน ทั้งที่อธิบายไม่ได้ว่าแต่ละขั้นมีไว้ทำไม และตามที่ Henrich เล่า เมื่อมันสำปะหลังเดินทางไปถึงแอฟริกา ขั้นตอนบางส่วนไม่ได้ติดไปด้วย พื้นที่ที่เตรียมไม่ครบมีรายงานการได้รับไซยาไนด์แบบเรื้อรัง
มนุษย์ไม่ได้อยู่รอดและสำเร็จด้วยสติปัญญาของคนคนเดียว แต่ด้วยการรับช่วงสิ่งที่คนอื่นเรียนรู้ไว้แล้ว และคนที่เรียนจากคนจำนวนมากที่สุดได้เร็วที่สุดคือคนที่ได้เปรียบ Henrich เรียกกลไกนี้ว่า cumulative culture
งานที่เก่งที่สุดทำเป็นทีม
ถ้าหลักข้อนี้จริง เราน่าจะเห็นมันในงานที่ต้องใช้ความรู้มากที่สุด และก็เห็นจริง
ปี 2007 Stefan Wuchty, Benjamin Jones และ Brian Uzzi ไล่ดูงานวิจัย 19.9 ล้านชิ้นตลอดห้าทศวรรษ กับสิทธิบัตรอีก 2.1 ล้านฉบับ พบว่าในแทบทุกสาขา สัดส่วนงานที่ทำเป็นทีมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และงานที่ทำเป็นทีมมีโอกาสถูกอ้างถึงสูงกว่างานเดี่ยว ผลงานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดซึ่งเคยเป็นของนักวิจัยเดี่ยว ค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในมือของทีม
ความรู้ในแต่ละสาขาหนาขึ้นจนคนคนเดียวแบกไม่ไหว คนที่ไปถึงขอบของความรู้ได้จึงต้องไปด้วยกัน
ประโยคที่ยืมมาอีกที
ปี 1675 Isaac Newton เขียนจดหมายถึง Robert Hooke ว่าถ้าเขามองเห็นได้ไกลกว่าคนอื่น ก็เพราะเขายืนอยู่บนไหล่ของยักษ์
ประโยคนี้ Newton ก็ไม่ได้คิดเอง ภาพคนแคระยืนบนไหล่ยักษ์มีบันทึกไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 โดยนักปราชญ์ชื่อ Bernard of Chartres แม้แต่ประโยคที่บอกว่าไม่มีใครเริ่มจากศูนย์ ก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์
เรื่องเล่าของคนที่สร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์เป็นการย่อเรื่องให้สั้นลง ไม่ใช่การเล่าผิด ความพยายามของเขามีอยู่จริง แต่การย่อทำให้ส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเรื่องหายไป คือคนหลายพันล้านที่ลองผิดลองถูกมาก่อน แล้วทิ้งคำตอบไว้ให้คนที่มาทีหลังได้ใช้โดยไม่ต้องจ่ายราคาเดิมซ้ำ
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีข้อมูลที่พบว่างานเดี่ยวกลับมาครองสัดส่วนงานที่ถูกอ้างถึงมากที่สุด หรือพบกรณีที่คนหรือกลุ่มเล็กๆ ค้นพบเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้นใหม่ได้เองโดยไม่ได้รับการถ่ายทอด ในเวลาสั้นกว่าที่วัฒนธรรมหนึ่งใช้สะสมมันขึ้นมา
แหล่ง: Henrich, The Secret of Our Success, Princeton University Press 2016 — หน้าสำนักพิมพ์ · Wuchty, Jones & Uzzi, The Increasing Dominance of Teams in Production of Knowledge, Science 2007 — PubMed · จดหมายของ Newton ถึง Hooke ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1675 (ปฏิทินเก่า) และภาพคนแคระบนไหล่ยักษ์ที่ John of Salisbury บันทึกว่าเป็นคำของ Bernard of Chartres ใน Metalogicon ปี 1159
บทถัดไป · 10 / 139 · คำสั่งให้อ่าน