3 · ความพยายามมีเพดาน
ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษต้องการกระสุนปืนใหญ่มากกว่าที่โรงงานผลิตทัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้คนงานทำงานนานขึ้น บางโรงงานเกินเจ็ดสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์
คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นดูแลสุขภาพคนงานผลิตอาวุธจดชั่วโมงทำงานกับจำนวนชิ้นงานไว้อย่างละเอียด เกือบร้อยปีต่อมา นักเศรษฐศาสตร์ John Pencavel เอาบันทึกชุดนั้นมาวิเคราะห์ใหม่
ผลคือ ถ้าทำงานไม่เกินราว 49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผลผลิตเพิ่มตามชั่วโมงแทบเป็นเส้นตรง พอเลยจากนั้นเส้นเริ่มโค้งลง ผลผลิตสูงสุดอยู่ราว 63 ชั่วโมง และคนที่ทำ 70 ชั่วโมงได้งานออกมาต่างจากคนที่ทำ 56 ชั่วโมงไม่มาก
สิบสี่ชั่วโมงที่เพิ่มเข้าไปแทบไม่ได้กระสุนเพิ่ม ที่ได้เพิ่มมาคือความเหนื่อย
ความพยายามทุกแบบที่มีคนวัดไว้ให้ผลตอบแทนที่ลดลงเรื่อยๆ คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่าพยายามพอหรือยัง แต่คือชั่วโมงถัดไปยังซื้ออะไรได้อยู่ไหม
เส้นโค้งของการฝึก
รูปทรงเดียวกันนี้ปรากฏในการฝึกทักษะ ปี 1981 Allen Newell กับ Paul Rosenbloom รวบรวมข้อมูลการฝึกจากงานหลายชนิด ตั้งแต่การม้วนซิการ์ในโรงงานไปจนถึงการพิสูจน์โจทย์เรขาคณิต แล้วพบว่าเวลาที่ใช้ทำงานหนึ่งชิ้นลดลงเร็วมากในช่วงแรก แล้วลดช้าลงเรื่อยๆ พวกเขาเรียกมันว่า power law of practice
ต่อมาในปี 2000 Andrew Heathcote กับทีมแสดงให้เห็นว่ารูปทรง power law นั้นเกิดจากการเอาคนหลายคนมาเฉลี่ยรวมกัน ถ้าดูทีละคน เส้นโค้งแบบ exponential เข้ากับข้อมูลได้ดีกว่า ส่วนที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันคือ ชั่วโมงแรกๆ ซื้อความก้าวหน้าได้มาก ชั่วโมงหลังๆ ซื้อได้น้อยลง
คนที่ไม่ยอมหยุด
ถ้าผลตอบแทนลดลงเรื่อยๆ คนที่ทำต่อจนสมบูรณ์แบบก็กำลังจ่ายแพงขึ้นทุกชั่วโมงเพื่อซื้อของที่เล็กลงทุกชั่วโมง
และคนแบบนี้มีมากขึ้น ปี 2019 Thomas Curran กับ Andrew Hill รวมข้อมูลนักศึกษา 41,641 คนจาก 164 กลุ่มตัวอย่างในสหรัฐ แคนาดา และอังกฤษ ช่วงปี 1989 ถึง 2016 พบว่า perfectionism ที่มาจากความรู้สึกว่าคนรอบตัวคาดหวังให้สมบูรณ์แบบเพิ่มขึ้น 33% ส่วนที่มาจากการตั้งมาตรฐานสูงให้ตัวเองเพิ่มขึ้น 10%
คำถามที่ตามมาคือ ความสมบูรณ์แบบทำให้งานดีขึ้นไหม ปี 2018 ทีมของ Michael Harari รวมงานวิจัยในที่ทำงานแล้วพบว่า perfectionism โดยรวมไม่สัมพันธ์กับผลงานอย่างมีนัยสำคัญ ด้านที่มุ่งความเป็นเลิศไปด้วยกันกับความทุ่มเทและแรงจูงใจ ด้านที่มุ่งหนีความล้มเหลวไปด้วยกันกับภาวะหมดไฟ ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
พูดอีกแบบคือ ต้นทุนของความสมบูรณ์แบบวัดได้ชัด แต่ผลตอบแทนในระดับผลงานวัดไม่เจอ
คนที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าการพยายามให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดไม่ให้อะไรเลย
ปี 2006 Sheena Iyengar, Rachael Wells และ Barry Schwartz ตามนักศึกษาปีสุดท้ายที่กำลังหางาน แบ่งเป็นคนที่ต้องหาตัวเลือกที่ดีที่สุดให้ได้ (maximizer) กับคนที่พอใจเมื่อเจอตัวเลือกที่ดีพอ (satisficer) คำหลังนี้ Herbert Simon ตั้งขึ้นในปี 1956
กลุ่มแรกได้งานที่เงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าราว 20% แต่พอใจกับงานที่ได้น้อยกว่า และระหว่างหางานรู้สึกเครียด วิตก และมองโลกในแง่ร้ายมากกว่า
เงิน 20% นั้นเป็นของจริง การไล่หาสิ่งที่ดีที่สุดจึงซื้ออะไรบางอย่างได้ มันแค่คิดราคาเป็นสิ่งที่ตัวเลขเงินเดือนไม่ได้นับ
เพดานอยู่ตรงไหน
เพดานของการพยายามไม่ได้อยู่ที่ความเหนื่อยของคนทำ มันอยู่ที่สายตาของคนรับ ชั่วโมงที่ทำให้งานดีขึ้นแบบที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นชั่วโมงที่ถูกจ่ายไปโดยไม่มีคนรับเงิน บทถัดไปจะวัดว่าเส้นนั้นอยู่ตรงไหน
จะพลิกคำตัดสินนี้ได้เมื่อ: มีข้อมูลขนาดใหญ่ที่พบว่าผลผลิตต่อชั่วโมงคงที่เกินหกสิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ในงานที่ต้องใช้ความคิด หรือมีงานรวบรวมที่พบว่า perfectionism ทำนายผลงานในทางบวกอย่างชัดเจนและซ้ำได้
แหล่ง: Pencavel, The Productivity of Working Hours, Economic Journal 2015 — ฉบับ working paper · Newell & Rosenbloom, Mechanisms of Skill Acquisition and the Law of Practice, ใน Anderson (บก.) Cognitive Skills and Their Acquisition 1981 · Heathcote, Brown & Mewhort, The power law repealed, Psychonomic Bulletin & Review 2000 · Curran & Hill, Perfectionism is increasing over time, Psychological Bulletin 2019 — ฉบับ PDF · Harari, Swider, Steed & Breidenthal, Is perfect good? A meta-analysis of perfectionism in the workplace, Journal of Applied Psychology 2018 — ฉบับ PDF · Iyengar, Wells & Schwartz, Doing Better but Feeling Worse, Psychological Science 2006 — PubMed · Simon, Rational choice and the structure of the environment, Psychological Review 1956
บทถัดไป · 5 / 134 · สองเวอร์ชัน