ก่อนกรอกแบบฟอร์ม
เวลาใครสักคนเล่นมุกที่ทั้งวงไม่ทันตั้งตัว หรือเสนอทางออกที่ทุกคนมองข้ามมาทั้งบ่าย จะมีเสียงหนึ่งหลุดออกมาเสมอ "คิดได้ไง"
คิดได้ไง เป็นคำถามที่คนถูกถามแทบไม่เคยตอบได้ เขาอาจยักไหล่ อาจหัวเราะ อาจเล่าเรื่องสั้น ๆ ว่ามันโผล่มาตอนอาบน้ำ แต่ไม่มีใครเดินไปที่กระดานแล้วเขียนขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม ให้ดูว่าเขามาถึงตรงนั้นได้อย่างไร เล่มนี้ทั้งเล่มคือความพยายามจะตอบแทนเขา ด้วยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์วัดได้ ด้วยสิ่งที่ประวัติศาสตร์จดไว้ และด้วยสิ่งที่คนจำนวนมากทั่วโลกลองผิดลองถูกกันมาแล้ว
หน่วยงานที่ไม่มีอยู่จริง
เพื่อให้คำถามนี้มีที่ยืน เล่มนี้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาหนึ่งแห่ง
กรมที่มาของความคิด
ก่อตั้งเพื่อจดทะเบียนที่มาของทุกความคิดที่ทำให้คนรอบข้างร้องว่า "คิดได้ไง" ผู้คิดต้องยื่นแบบ ค.ด.ง. 01 ระบุขั้นตอนการคิดให้ครบทุกขั้น พร้อมพยานอย่างน้อยหนึ่งคน
ป้าทะเบียน — นายทะเบียนความคิด ทำงานที่กรมมาสามสิบเอ็ดปี มีตรายางหลายอัน อันที่ใช้บ่อยที่สุดในกรมเขียนว่า ไม่ผ่าน: ขั้นตอนไม่ครบ
พี่เครียด — ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส แก้ทุกปัญหาด้วยสเปรดชีตสี่สิบเจ็ดขั้น และแก้ได้จริงเกือบทุกครั้ง
น้องปิ๊ง — นักศึกษาฝึกงาน ไอเดียมาตอนอาบน้ำ บนรถเมล์ และตอนกำลังจะหลับ ไม่เคยมีปากกาติดตัวในทั้งสามที่
ยายเพลิน — แม่บ้านประจำกรม ถูพื้นไปฮัมเพลงไป แก้ปัญหาของกรมได้บ่อยกว่าทุกคน และไม่เคยกรอกแบบฟอร์มสักใบ
ผอ.เป้า — ผู้อำนวยการ สั่งทุกเช้าวันจันทร์ว่า "ไอเดียใหม่ภายในวันศุกร์ มีโบนัส"
กรมนี้และทุกคนในกรมเป็นของแต่งขึ้น ส่วนการทดลอง ตัวเลข ชื่อคน และเหตุการณ์ที่เหลือในเล่ม เป็นของจริงทั้งหมด และตามไปถึงแหล่งได้ที่ท้ายเล่ม แบบฟอร์มที่มีชื่อคนจริงเป็นการสรุปของเล่มนี้ในรูปเอกสาร ไม่ใช่สิ่งที่คนเหล่านั้นเขียน
แบบฟอร์มหน้าตาเป็นแบบนี้
แบบ ค.ด.ง. 01 · คำร้องขอจดทะเบียนที่มาของความคิด
1. ชื่อความคิด 2. ผู้คิด 3. วันเวลาที่คิดได้ 4. ขั้นตอนการคิด (โปรดระบุทีละขั้น ห้ามเว้นว่าง) 5. พยาน 6. ผลการพิจารณา (เจ้าหน้าที่กรอก)
ตลอดเล่ม คุณจะได้เห็นคนดังในประวัติศาสตร์หลายคนยื่นแบบฟอร์มนี้ และจะได้เห็นว่าช่องที่ 4 ทำอะไรกับพวกเขา
แกนของเล่ม
คำว่าคิดได้ไงไม่ใช่คำชมเรื่องพรสวรรค์ มันคือการวัดระยะ ระหว่างสิ่งที่คนฟังคาดไว้กับสิ่งที่มาถึงจริง และคนคิดตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะความคิดแบบนั้นเกิดในที่ที่จิตสำนึกของเขามองไม่เห็น สิ่งที่วิทยาศาสตร์มองเห็นได้คือเงื่อนไขรอบ ๆ มัน ได้แก่ ของเก่าสองชิ้นที่ไม่เคยถูกวางข้างกัน ช่วงเวลาที่เลิกคิด ความรู้ที่พอแต่ยังไม่แข็งตัว อารมณ์ของห้อง จำนวนครั้งที่กล้าพูดออกมา และคนอื่นที่ต่อความคิดให้ เล่มนี้เดินตามเงื่อนไขเหล่านั้นทีละข้อ ผ่านเรื่องจากจีน อินเดีย ญี่ปุ่น มาลาวี ยุโรป อเมริกา และถ้ำแห่งหนึ่งในเชียงราย แล้วปิดด้วยคำถามที่ใกล้ตัวที่สุด คือทำไมคำนี้ถึงเงียบลงเมื่อคนโตขึ้น และทำไมบางคนถึงได้ยินมันจากในหัวตัวเอง ตอนมองย้อนไปที่ความคิดเก่าของตัวเอง
อ่านจบแล้ว คุณจะอธิบายได้ว่าความคิดที่ทำให้คนร้องว่าคิดได้ไงเกิดจากเงื่อนไขอะไร และเงื่อนไขไหนมีหลักฐานหนักแค่ไหน จะรู้ว่าทำไมเจ้าของความคิดเองจึงตอบคำถามนี้ไม่ได้ และเรื่องเล่าที่เขาใช้ตอบแทนเชื่อได้แค่ไหน จะแยกได้ว่าการที่เสียงนั้นเงียบลงบอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร และจะมีการทดลองหนึ่งชุดที่คุณทำเองได้ เพื่อดูว่าเงื่อนไขไหนใช้ได้กับตัวคุณ
ห้าความเชื่อที่เล่มนี้หักล้าง
เรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ถูกเล่าต่อจนแข็งแรงกว่าหลักฐาน ห้าเรื่องข้างล่างนี้ถูกพิมพ์และแชร์เป็นความจริง เล่มนี้หักล้างทีละเรื่อง พร้อมบอกว่าอยู่ในบทไหน
- "เด็กห้าขวบ 98 เปอร์เซ็นต์เป็นอัจฉริยะด้านความคิดสร้างสรรค์ ผู้ใหญ่เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์" ตัวเลขนี้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง เล่มนี้ค้นแล้วไม่พบข้อมูลตีพิมพ์ให้ใครตรวจ — บทที่ 10
- "ระดมสมองเป็นกลุ่มได้ไอเดียมากกว่าต่างคนต่างคิด" วัดมาแล้วหลายสิบครั้ง ผลออกตรงข้าม — บทที่ 7
- "อัตราส่วนความรู้สึกบวกต่อลบ 2.9013 คือจุดที่คนเบ่งบาน" ผู้เขียนคนหนึ่งถอนคณิตศาสตร์ที่ให้กำเนิดตัวเลขนี้อย่างเป็นทางการ — บทที่ 7
- "คนคิดสร้างสรรค์คือคนสมองซีกขวา" สมองซีกขวามีบทบาทในบางจังหวะของการคิดออกจริง แต่คนที่ "ใช้สมองซีกขวา" ไม่มีอยู่ในข้อมูลสมองของคนนับพัน — บทที่ 5
- "อาร์คิมิดีสร้องยูเรก้าในอ่างอาบน้ำ" อาจเกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่คนแรกที่จดเรื่องนี้ไว้ เขียนหลังอาร์คิมิดีสเสียชีวิตราวสองร้อยปี — บทที่ 5
ก่อนเริ่ม
เล่มนี้จะให้คุณแก้ปริศนาเองหลายข้อ บางข้อคุณจะแก้ได้ในพริบตา และเมื่อแก้ได้แล้ว เล่มจะถามคำถามเดียวกับที่เพื่อนเคยถามคนที่เล่นมุกเก่ง ๆ ในวง
คุณคิดได้ไง
หยิบดินสอไว้ใกล้มือก็ดี ไม่ใช่เพื่อแก้ปริศนา แต่เพื่อกรอกช่องที่ 4
บทถัดไป · 2 / 1401 The Form Nobody Can Fill