3 · ของสองชิ้นที่ไม่เคยเจอกัน
ทายก่อน บะหมี่กับเทมปุระ ของสองอย่างนี้มีอะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งรวยไปทั้งชีวิต
ความคิดที่ทำให้คนร้องว่าคิดได้ไง จำนวนมากคือของเก่าสองชิ้นที่ไม่เคยถูกวางข้างกัน ไม่มีชิ้นไหนใหม่ ใหม่แค่ระยะที่มันเดินมาเจอกัน และมุกตลกก็ทำจากวัตถุดิบแบบเดียวกันนั้น ต่างกันแค่ตอนจบ คนฟังหัวเราะ หรือคนฟังหยิบสมุดขึ้นมาจด
ห้องครัวที่โอซาก้า
ในปี 1958 ชายชาวญี่ปุ่นชื่อ Momofuku Ando กำลังพยายามทำบะหมี่ที่คนกินได้แค่เทน้ำร้อนลงไป เขาทำงานในเพิงไม้หลังบ้านที่เมืองอิเคดะ ใกล้โอซาก้า ทุกวันเป็นเวลาราวหนึ่งปี ปัญหาที่ติดอยู่คือจะเอาน้ำออกจากเส้นบะหมี่อย่างไร ให้มันเก็บได้นาน แล้วคืนตัวได้เร็วเมื่อเจอน้ำร้อน
ตามเรื่องที่บริษัทของเขาเล่าไว้ คำตอบมาจากครัวของบ้านตัวเอง ภรรยาของเขาชื่อ Masako กำลังทอดเทมปุระ Ando เห็นว่าแป้งที่ลงไปในน้ำมันร้อน น้ำในแป้งพุ่งออกมาเป็นฟอง ทิ้งรูเล็ก ๆ ไว้เต็มเนื้อแป้ง รูพวกนั้นคือทางที่น้ำจะไหลกลับเข้าไปได้ทีหลัง เขาลองเอาเส้นบะหมี่ที่ปรุงรสแล้วลงทอดในน้ำมันแบบเดียวกัน วันที่ 25 สิงหาคม 1958 บะหมี่ไก่สำเร็จรูปของบริษัท Nissin วางขายเป็นครั้งแรก
เส้นบะหมี่มีอยู่ในญี่ปุ่นมาหลายร้อยปี เทมปุระก็เหมือนกัน สิ่งเดียวที่ไม่เคยมีคือคนที่ยืนดูกระทะเทมปุระ ขณะที่ในหัวมีปัญหาเรื่องเส้นบะหมี่ค้างอยู่ทั้งปี
แบบ ค.ด.ง. 01
1. ชื่อความคิด: ทอดเส้นบะหมี่ให้แห้งด้วยน้ำมันร้อน 2. ผู้คิด: Momofuku Ando 3. วันเวลาที่คิดได้: ปี 1958 (ตามคำเล่าของบริษัท) 4. ขั้นตอนการคิด: ภรรยาทอดเทมปุระ 5. พยาน: ภรรยา ผู้ถือกระทะ 6. ผลการพิจารณา: ไม่ผ่าน: ขั้นตอนเป็นของคนอื่น
ชายที่หัวเราะกับการค้นพบ
นักเขียนชาวฮังการี-อังกฤษ Arthur Koestler เสนอในหนังสือ The Act of Creation ปี 1964 ว่าเสียงหัวเราะ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และงานศิลปะ เกิดจากกลไกเดียวกัน เขาเรียกกลไกนั้นว่า bisociation คือการที่ความคิดหนึ่งถูกมองผ่านกรอบความเข้าใจสองกรอบพร้อมกัน ทั้งที่ปกติสองกรอบนั้นไม่เคยแตะกัน
มุกตลกทำงานแบบนี้ ลองดูมุกหนึ่งของกรม
ผอ.เป้า: ปีนี้กรมต้องคิดนอกกรอบ
ป้าทะเบียน: รับทราบค่ะ จะออกแบบฟอร์มขออนุญาตคิดนอกกรอบ
ผอ.เป้า: ต้องมีแบบฟอร์มด้วยเหรอ
ป้าทะเบียน: กรอบของแบบฟอร์มอยู่ตรงขอบกระดาษค่ะ ให้เขียนเลยขอบออกไปได้
คำว่า กรอบ ถูกใช้ในสองความหมายพร้อมกัน ความหมายหนึ่งเป็นภาพในหัว อีกความหมายเป็นเส้นบนกระดาษ ความตลกอยู่ตรงจุดที่สองกรอบนั้นชนกัน Koestler บอกว่าการค้นพบของ Ando ก็เป็นการชนแบบเดียวกัน กรอบของครัวกับกรอบของโรงงาน ต่างกันแค่ว่าการชนครั้งนี้ใช้งานได้จริง
ข้อนี้มีความหมายกับคำถามของเล่มโดยตรง คนที่เล่นมุกในวงเพื่อนได้เร็ว คือคนที่ฝึกเอาสองกรอบมาชนกันซ้ำ ๆ ทุกวันโดยไม่รู้ตัว และคำว่าคิดได้ไงที่ตามหลังมุก กับคำว่าคิดได้ไงที่ตามหลังไอเดียในที่ประชุม คือเสียงเดียวกัน ที่ดังขึ้นเมื่อคนฟังเห็นสองกรอบที่ตัวเองไม่เคยวางไว้ข้างกัน
หนามติดขนสุนัข กล่องที่ถูกบิด
ปี 1941 วิศวกรชาวสวิส George de Mestral กลับจากเดินป่าล่าสัตว์ แล้วต้องนั่งดึงผลของต้นเบอร์ดอกที่มีหนามซึ่งติดขนสุนัขและกางเกงออกทีละลูก เขาเอามันไปส่องกล้องจุลทรรศน์ และเห็นตะขอเล็ก ๆ หลายร้อยอันที่เกี่ยวกับห่วงของเส้นใยผ้า ใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะทำของที่ใช้ได้จริง สิทธิบัตรสวิสได้รับในปี 1954 สิทธิบัตรอเมริกันในปี 1955 ของชิ้นนั้นคือ Velcro
ฤดูร้อนปี 1899 ในร้านจักรยานที่เมืองเดย์ตันของสหรัฐฯ Wilbur Wright ยืนคุยกับลูกค้า มือก็หมุนกล่องกระดาษเปล่าที่เคยใส่ยางในจักรยานเล่นไปด้วย เขาสังเกตว่าเมื่อบิดปลายกล่องสองข้างไปคนละทาง ผิวด้านบนของกล่องจะบิดเอียงไปคนละทางที่ปลายสองข้าง โดยตัวกล่องยังแข็งแรงอยู่ ถ้าปีกเครื่องบินบิดได้แบบนั้น นักบินก็จะเอียงเครื่องเลี้ยวได้ ความคิดนี้กลายเป็นวิธีควบคุมปีกที่เขากับน้องชายใช้ในเครื่องบินของพวกเขา
ปลายเดือนกันยายนปี 1838 Charles Darwin กลับมาจากการเดินทางรอบโลกได้สองปีแล้ว และกำลังหาว่าอะไรผลักให้สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนรูปไป เขาหยิบหนังสือของ Thomas Malthus เรื่องประชากรมนุษย์มาอ่าน "for amusement" ตามคำในอัตชีวประวัติของเขา คืออ่านเล่น Malthus เขียนว่าประชากรเพิ่มเร็วกว่าอาหาร คนจึงต้องแข่งกันเอาชีวิตรอด Darwin เอากรอบของเศรษฐศาสตร์มนุษย์ไปวางบนธรรมชาติทั้งหมด แล้วเห็นว่าในการแข่งขันแบบนั้น ความแตกต่างเล็ก ๆ ที่ช่วยให้รอดจะถูกเก็บไว้ ส่วนที่ไม่ช่วยจะหายไป
ทั้งสามเรื่องมีรูปเดียวกัน ปัญหาค้างอยู่ในหัวมานาน แล้ววันหนึ่งของจากอีกกรอบหนึ่งก็เดินผ่านมาพอดี คนข้าง ๆ เห็นแค่หนามเล็ก ๆ กล่องกระดาษ กับหนังสือหนึ่งเล่ม เขาไม่ได้เห็นปัญหาที่ค้างอยู่ในหัวคนที่ถือมัน
ทั้งสามเรื่อง รวมทั้งเรื่องของ Ando เป็นคำเล่าย้อนหลัง ของเจ้าของเองหรือของคนรอบตัว เล่มนี้ใช้มันเป็นหลักฐานว่าความคิดมาหลังจากอะไร ไม่ใช่หลักฐานว่าความคิดเกิดขึ้นอย่างไรในหัว ส่วนนั้นต้องไปหาที่ห้องแล็บ
กฎที่ไม่ยอมแหก
Boden แบ่งวิธีที่ความคิดใหม่เกิดไว้สามแบบด้วย แบบแรกคือ combinational การเอาของเก่ามารวมกันแบบที่ไม่เคยรวม เหมือนบะหมี่กับเทมปุระ แบบที่สองคือ exploratory การเดินสำรวจในพื้นที่ที่มีกฎอยู่แล้วจนเจอมุมที่ไม่มีใครไปถึง เหมือนนักแต่งเพลงที่ยังอยู่ในกฎของดนตรีเดิมแต่เจอทำนองใหม่ แบบที่สามคือ transformational การเปลี่ยนกฎของพื้นที่เอง จนสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้กลายเป็นไปได้
แบบที่สามเป็นแบบที่ทำให้คนร้องดังที่สุด เพราะระยะยาวที่สุด
วันที่ 16 ตุลาคม 1843 William Rowan Hamilton นักคณิตศาสตร์ชาวไอริช เดินเล่นไปตามคลองกับภรรยาในดับลิน เขาพยายามมาหลายปีที่จะขยายจำนวนเชิงซ้อน ซึ่งใช้บรรยายการหมุนบนแผ่นกระดาษ ให้ใช้กับการหมุนในอวกาศสามมิติได้ และติดอยู่ตลอด ระหว่างเดินผ่านสะพาน Brougham คำตอบก็มา เขาต้องยอมทิ้งกฎข้อหนึ่งที่เลขทุกชนิดก่อนหน้านั้นเคารพมาตลอด คือ a คูณ b ต้องเท่ากับ b คูณ a ในระบบใหม่ของเขา ลำดับการคูณสำคัญ คูณสลับกันแล้วได้ผลต่างกัน
Hamilton เล่าในจดหมายถึงลูกชายหลายปีต่อมาว่า เขาหยิบมีดพกขึ้นมาสลักสูตรลงบนหินของสะพานตรงนั้นเลย รอยสลักนั้นไม่เหลือแล้ว วันนี้มีแผ่นป้ายติดอยู่แทน ระบบที่เขาเรียกว่า quaternion นี้ยังถูกใช้หมุนภาพสามมิติในเกมและยานอวกาศจนถึงทุกวันนี้
พี่เครียด: สรุปว่าเขาแหกกฎคณิตศาสตร์
ป้าทะเบียน: กรมเราก็แหกกฎได้ ถ้ามีแบบฟอร์มขออนุญาต
พี่เครียด: แล้วถ้าแบบฟอร์มขออนุญาตแหกกฎ ผิดกฎเรื่องแบบฟอร์ม
ป้าทะเบียน: ก็ต้องยื่นแบบฟอร์มขออนุญาตแหกกฎเรื่องแบบฟอร์ม
(ยายเพลินถูพื้นผ่านไป ฮัมเพลง)
สิ่งที่คนข้าง ๆ ไม่เห็น
ทุกเรื่องในบทนี้มีของสองชิ้น และคนข้าง ๆ เห็นแค่ชิ้นเดียวเสมอ ภรรยาของ Ando เห็นเทมปุระ ลูกค้าของ Wilbur เห็นกล่องเปล่า ภรรยาของ Hamilton เห็นสะพาน ชิ้นที่สองอยู่ในหัวของคนคิด เป็นปัญหาที่เขาแบกมานานหลายเดือนหรือหลายปี
นั่นคือเหตุผลที่คำว่าคิดได้ไงฟังดูเหมือนคำถามที่ตอบได้ง่าย แต่ตอบยากเสมอ คนถามเห็นของชิ้นเดียว แล้วงงว่ามันพาไปถึงคำตอบได้อย่างไร คนตอบเห็นของสองชิ้น แต่ไม่รู้ว่าทำไมมันเพิ่งมาเจอกันวันนี้ ไม่ใช่เมื่อวาน
คำตอบที่จริงที่สุดที่ Ando ให้ได้ อาจสั้นแค่ว่าภรรยาทอดเทมปุระวันนั้น มันจริง แต่มันไม่ครบ อีกครึ่งหนึ่งคือหนึ่งปีในเพิงไม้หลังบ้าน ที่ทำให้กระทะใบนั้นดูเหมือนคำตอบ แทนที่จะดูเหมือนมื้อเย็น
บทถัดไป · 5 / 1404 While You Werent Looking