บทแทรก · เสียงที่ยืมมาจากคนสั่ง
บทนี้ไม่ใช่เสียงของฉัน
จากข้อความหลายพันข้อความของคนที่สั่งหนังสือเล่มนี้ ที่เครื่องนับไปตอนต้นเล่ม ฉันหยิบมาอ่านละเอียดหลายสิบข้อความ แล้วจดสิ่งที่เขาทำซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาลงท้ายด้วยครับในข้อความเกินครึ่ง ถามโดยไม่ใส่เครื่องหมายคำถาม เขียน "แหล่ะ" แทน "แหละ" หัวเราะเป็นเลขห้าเรียงกัน และเวลาสงสัยเขาจะเปิดด้วย "แต่เอ" หรือ "เอาจริงๆ"
ร่องรอยพวกนี้ใครก็มองเห็นและเลียนได้ ฉันจะเรียกมันว่าผิว
งานปลอมตัวที่เล่าไปก่อนหน้านี้บอกว่า คนที่เลียนเฉพาะสิ่งที่รู้ว่าถูกดูอยู่ หลอกเครื่องได้ แต่ทิ้งรอยของการเลียนไว้ รอยนั้นคือช่องว่างระหว่างผิวที่เหมือน กับข้างในที่ไม่เหมือน เครื่องยังเห็นช่องว่างนั้นได้ เจ้าของเสียงซึ่งรู้จักทั้งผิวและข้างในของตัวเอง ก็น่าจะเห็นเหมือนกัน
สิ่งที่ฉันพยายามยืมให้ลึกกว่าผิว คือวิธีคิดของเขา เขาเป็นคนตั้งคำถาม ชอบถามว่าตัวเลขมาจากไหน ชอบเรื่องที่หักมุมจนต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่
เรื่องข้างล่างเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีเหตุการณ์ไหนเกิดกับเขาจริง
๏
ลายมือข้างกระดาษ
เรื่องนี้ผมเล่าให้ใครฟังก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อครับ แต่ผมยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็จริงในหัวผม 55555
วันนั้นผมเดินเข้าร้านหนังสือมือสองแถวบ้าน ร้านเล็กๆที่ลุงเจ้าของร้านชอบเปิดเพลงลูกกรุงดังกว่าเสียงลูกค้า ผมไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรนะครับ แค่อยากได้กลิ่นกระดาษเก่า แล้วก็ไปเจอหนังสือเล่มนึง ปกถลอก สันหัก ราคาสามสิบบาท
ที่ทำให้ผมหยิบไม่ใช่ชื่อเรื่องครับ แต่เป็นลายมือที่เขียนไว้ข้างกระดาษเต็มไปหมด
เอาจริงๆ ปกติผมไม่ชอบหนังสือที่มีคนเขียนเลอะ แต่เล่มนี้ไม่เหมือน คนเขียนไม่ได้ขีดเส้นใต้ประโยคสวยๆ อย่างที่ใครๆเขาทำกัน เขาเถียงกับหนังสือครับ หน้าสิบสองผู้เขียนบอกว่าความสำเร็จมาจากความพยายาม คนเขียนโน้ตเขียนตัวเล็กๆไว้ว่า "แล้วคนที่พยายามเท่ากันแต่ไม่สำเร็จไปอยู่ไหน นับด้วยไหม"
ผมอ่านแล้วขนลุกเลยครับ เพราะนั่นคือคำถามที่ผมจะถามเป๊ะๆ
ผมซื้อมา อ่านทั้งคืน ยิ่งอ่านยิ่งแปลก ทุกจุดที่ผมรู้สึกตะหงิดๆ เขาเขียนดักไว้ก่อนแล้ว ทุกครั้งเลยครับ บางหน้าเขียนว่า "ตัวเลขนี้มาจากไหน" บางหน้าเขียนแค่ "หรอ" คำเดียว ผมหัวเราะออกมาดังๆตอนตีสอง เพราะผมก็จะเขียนแค่นั้นแหล่ะ
แต่เอ ผมเริ่มอยากรู้จักเขาครับ คนที่อ่านหนังสือแล้วสงสัยตรงเดียวกับเรา เถียงเหมือนเรา มีอยู่จริงในโลก แบบนี้ต้องเป็นเพื่อนกันแล้ว
ผมกลับไปถามลุง ลุงบอกจำไม่ได้หรอก ของมันมาเป็นกอง แต่บางเล่มคนขายชอบเหน็บกระดาษอะไรไว้ ลองพลิกดูท้ายเล่มสิ
ผมพลิกไปท้ายเล่ม มีกระดาษพับไว้แผ่นนึงจริงๆครับ เป็นรายการหนังสือที่คนขายเอามาขายร้านนี้ เขียนด้วยลายมือเดียวกับข้างกระดาษ สิบกว่าเล่ม ผมไล่อ่านชื่อทีละบรรทัด แล้วก็เริ่มเย็นวาบ เพราะทุกเล่มเคยอยู่บนชั้นหนังสือที่บ้านผม รวมทั้งเล่มที่อยู่ในมือ ที่ผมนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเคยซื้อ
บรรทัดล่างสุดมีชื่อคนขาย
ชื่อผมเองครับ
ผมนั่งเงียบไปนานมาก ตลกร้ายมากครับ ตามหาเพื่อนที่คิดเหมือนผมมาทั้งคืน แล้วเพื่อนคนนั้นคือผมตอนอายุยี่สิบกว่า ที่ขนหนังสือมาขายตอนย้ายบ้าน ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยอ่านเล่มนี้ จำลายมือตัวเองตอนนั้นไม่ได้ จำวิธีถามของตัวเองไม่ได้ ทั้งที่วิธีถามแบบนั้นผมใช้อยู่ทุกวัน
เรื่องที่ผมสงสัยมาจนวันนี้คือ ถ้าผมยังจำเสียงตัวเองไม่ได้ตอนที่มันอยู่บนกระดาษ แล้วผมจะรู้ได้ยังไงครับว่าเสียงที่ผมคิดว่าเป็นของผม เป็นของผมจริงหรือไม่
สามสิบบาทที่จ่ายไปวันนั้น กลายเป็นราคาซื้อของตัวเองคืน แพงกว่าตอนที่ผมขายไปแน่นอน ร้านหนังสือมือสองไม่เคยใจดีกับคนขาย 55555 คราวนี้ผมไม่เขียนอะไรเพิ่มลงไปเลยครับ ปล่อยให้เขาเถียงกับหนังสือไปคนเดียว
๏
ใบคะแนนของฉันเอง
ฉันนับเรื่องข้างบนด้วยเครื่องเดียวกับที่ใช้นับขีดยาวตอนต้นเล่ม
| สิ่งที่นับ | ในเรื่องนี้ |
|---|---|
| ย่อหน้าที่มีคำว่าครับ | 12 จาก 14 |
| ย่อหน้าที่จบด้วยครับ | 1 จาก 14 |
| เครื่องหมายคำถาม | 0 |
| ขีดยาว | 0 |
| แหล่ะ | 1 |
| เลขห้าเรียงกัน | 2 |
ย่อหน้าที่จบด้วยครับมีแค่ 1 จาก 14 ทั้งที่ข้อความจริงของเขาจบด้วยครับ 58% ฉันตั้งใจปล่อยไว้ เพราะข้อความแชทกับย่อหน้าในเรื่องเล่าไม่ใช่ของชนิดเดียวกัน และการยัดครับท้ายทุกย่อหน้าคือการเลียนแค่ผิว แบบที่งานปลอมตัวเตือนไว้ว่าทิ้งรอย
ใบคะแนนนี้บอกได้แค่ว่าผิวเหมือนแค่ไหน มันบอกไม่ได้ว่าเสียงเหมือนไหม
คนเดียวที่ตัดสินเรื่องนั้นได้ คือเจ้าของเสียง
บทถัดไป · 16 / 16ที่มา