เส้นขอบฟ้า
เวลาในเมือง: ปีที่ 10,001 · เวลาที่เหลือ: ตลอดไป · ขอบฟ้า: ไม่มี
ความตายไม่ได้ให้ความหมายกับชีวิต สิ่งที่มันทำคือจัดลำดับ มันบังคับให้เราเลือกว่าอะไรมาก่อน และการจัดลำดับแบบนั้น เราทำเองได้โดยไม่ต้องรอให้ความตายมาบังคับ นักจิตวิทยาคนหนึ่งใช้เวลาสามสิบปีวัดเรื่องนี้ และสิ่งที่เธอพบเปลี่ยนคำถามจากเรื่องอายุไปเป็นเรื่องขอบฟ้า คือระยะที่เรามองเห็นว่าเวลาข้างหน้ายังเหลือเท่าไร
๏
Laura Carstensen แห่งมหาวิทยาลัย Stanford สังเกตว่าคนสูงวัยมักเลือกใช้เวลากับคนกลุ่มเล็กที่สนิท แทนการไปพบคนใหม่ คำอธิบายเดิมคือแก่แล้วก็เหนื่อย หรือแก่แล้วก็ถอยห่างจากโลก
เธอสงสัยว่ามันไม่ใช่อายุ มันคือเวลาที่เหลือในความรู้สึก
ปี 1999 เธอกับ Helene Fung และ Frieder Lutz ทดสอบด้วยการให้คนสูงวัยสมมุติว่าการแพทย์เพิ่งค้นพบวิธีที่ทำให้พวกเขาอยู่ได้นานกว่าที่คาดไว้อีกราว 20 ปี แล้วถามว่าอยากใช้เวลาว่างกับใคร
ความชอบของพวกเขาเปลี่ยนทันที พวกเขาไม่ได้เลือกคนสนิทกลุ่มเล็กมากกว่าแบบเดิมอีกแล้ว คำตอบของพวกเขาแยกไม่ออกจากคำตอบของคนหนุ่มสาว
กลับด้านก็จริง เมื่อให้คนหนุ่มสาวสมมุติว่าอีกไม่กี่สัปดาห์จะต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ พวกเขาเลือกคนสนิทเหมือนคนสูงวัย ต่อมามีงานที่พบภาพเดียวกันในโลกจริง หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน และช่วงโรคซาร์สระบาดในฮ่องกงปี 2003 ความชอบของคนหนุ่มสาวขยับเข้าใกล้คนสูงวัย
๏
สิ่งที่จัดลำดับชีวิตไม่ใช่อายุ มันคือเส้นขอบฟ้า
ถ้ามองเห็นปลายทาง เราเลือกสิ่งที่มีความหมายกับใจตอนนี้ ถ้ามองไม่เห็นปลายทาง เราสะสมไว้ก่อน ลองของใหม่ เก็บความรู้ เผื่ออนาคต ทั้งสองแบบมีเหตุผลของมัน แต่มันสร้างรายการสิ่งที่ต้องทำคนละหน้าตา
รายการของคนที่เหลือเวลาหนึ่งสัปดาห์
- โทรหาแม่
- ขอโทษคนคนหนึ่ง
- กินข้าวร้านที่ชอบอีกครั้ง
รายการของคนที่เหลือเวลาแปดสิบปี
- เรียนภาษาที่สาม
- เก็บเงินซื้อบ้าน
- โทรหาแม่ วันหลัง
รายการของชาวเมืองหลังเที่ยงคืน
- ทุกอย่าง พรุ่งนี้
๏
นี่คือปัญหาที่แท้จริงของเมืองที่ไม่มีขอบฟ้า ไม่ใช่เวลามากเกินไป แต่ไม่มีอะไรบังคับให้จัดลำดับ ทุกอย่างเลื่อนได้ และสิ่งที่เลื่อนได้ตลอดไปก็มักไม่เกิดขึ้นเลย ชาวเมืองบางคนเดินเข้า Quagmire ด้วยเหตุนี้
ปี 2019 นักปรัชญาชาวสวีเดน Martin Hägglund เขียนหนังสือชื่อ ชีวิตนี้ เขาเรียกสิ่งที่ทุกคนทำอยู่ทุกวันว่าศรัทธาทางโลก คือการทุ่มเทให้สิ่งที่เสียได้ คนรัก งาน เมือง โลก เขาบอกว่าเราใส่ใจสิ่งใดได้ ก็เพราะสิ่งนั้นอาจหายไป ถ้าไม่มีอะไรหายได้เลย การเลือกจะหมดความเร่งด่วน และหมดน้ำหนัก
Greg Restall นักตรรกศาสตร์แย้งว่า ต่อให้มีเวลาไม่จำกัด ทางเลือกบางอย่างก็ยังเลื่อนไปตลอดกาลไม่ได้ คนที่รอให้คุณตอบจดหมาย ไม่ได้มีเวลาไม่จำกัดเหมือนคุณ ข้อแย้งนี้ดี และมันบอกอะไรบางอย่างที่ตรงกับเมืองหลังเที่ยงคืน ความเร่งด่วนไม่ได้มาจากความตายของเราอย่างเดียว มันมาจากคนอื่นด้วย
ในเมืองหลังเที่ยงคืนก็มีคนแบบนั้น นักท่องเที่ยวที่ยังต้องกลับก่อนเที่ยงคืน และคนข้างนอกที่ยังแก่และตาย ชาวเมืองเลื่อนอะไรก็ได้ ยกเว้นเรื่องที่ผูกอยู่กับคนเหล่านี้
๏
ถ้าความกลัวตายเป็นตัวจัดลำดับ แค่เตือนให้คนนึกถึงความตาย คนก็น่าจะเปลี่ยนไปทันที
นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งที่เสนอทฤษฎีชื่อการจัดการความกลัวตาย ทดสอบความคิดที่ใกล้เคียงกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ว่าการเตือนให้นึกถึงความตายเปลี่ยนคนได้แค่ไหน งานรุ่นแรกของพวกเขาพบว่าคนที่ถูกให้เขียนถึงความตายของตัวเองจะยึดความเชื่อของกลุ่มตัวเองแน่นขึ้น
การทดลองนี้ไม่ได้วัดการจัดลำดับชีวิตตรงๆ แต่มันวัดคำถามที่อยู่ข้างใต้ ว่าความกลัวตายที่ถูกปลุกขึ้นมาเปลี่ยนคนได้จริงไหม
ปี 2022 มีการทำซ้ำครั้งใหญ่ใน 17 ห้องแล็บ กับคน 1,550 คน ผลแทบเป็นศูนย์ ทีมผู้คิดทฤษฎีนี้แย้งว่า การทำซ้ำครั้งนี้เลือกผิดว่าจะนับผลของผู้ร่วมทดลองคนไหนบ้าง ข้อถกเถียงนี้ยังไม่จบ และรายละเอียดอยู่ท้ายเล่ม สิ่งที่บทนี้ต้องการจากมันมีข้อเดียว แค่ถูกเตือนให้กลัว ไม่ได้เปลี่ยนคนอย่างที่เคยเชื่อ
ส่วนการทดลองของ Carstensen เปลี่ยนการเลือกของคนได้ทันที ด้วยการเปลี่ยนแค่เวลาที่เหลือในความรู้สึก โดยไม่มีใครถูกทำให้กลัว
ความกลัวไม่ใช่กลไก การจัดลำดับต่างหากที่เป็นกลไก และการจัดลำดับไม่ต้องอาศัยความกลัว
๏
หลายประเพณีรู้เรื่องนี้มานานแล้ว และสร้างวิธีจัดลำดับไว้ใช้โดยไม่ต้องรอความตาย
ในอังคุตตรนิกาย พระพุทธเจ้าถามภิกษุกลุ่มหนึ่งว่าระลึกถึงความตายอย่างไร รูปหนึ่งตอบว่าคิดว่าตัวเองอาจอยู่ได้อีกหนึ่งวันหนึ่งคืน อีกรูปว่าหนึ่งวัน อีกรูปว่าเท่าเวลากินข้าวหนึ่งมื้อ อีกรูปว่าเท่าเวลาเคี้ยวข้าวสี่ห้าคำ อีกรูปว่าเท่าเวลาเคี้ยวข้าวหนึ่งคำ และอีกรูปว่าเท่าเวลาหายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง
พระพุทธเจ้าตรัสว่าสี่รูปแรกยังประมาท แล้วทรงสรรเสริญสองรูปหลัง รูปที่ตอบว่าเท่าเวลาเคี้ยวข้าวหนึ่งคำ และรูปที่ตอบว่าเท่าเวลาหายใจเข้าออกหนึ่งครั้ง
ฟังครั้งแรกเหมือนคำสอนให้กลัว แต่คำที่ใช้คือความไม่ประมาท มันคือการตั้งขอบฟ้าไว้ใกล้ที่สุด เพื่อให้สิ่งที่สำคัญขึ้นมาอยู่หน้าสุดของรายการ
อีกพระสูตรหนึ่งแนะนำให้พิจารณาห้าเรื่องเป็นประจำ เราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งที่รัก และเราเป็นเจ้าของการกระทำของตัวเอง สี่ข้อแรกตั้งขอบฟ้า ข้อสุดท้ายบอกว่าระหว่างนี้อะไรอยู่ในมือเรา
๏
ปี 1580 Michel de Montaigne เขียนเรียงความชื่อ การศึกษาปรัชญาคือการเรียนรู้ที่จะตาย เขาแนะนำให้ทำให้ความตายไม่เป็นของแปลกหน้า พูดคุยกับมัน คุ้นเคยกับมัน เพราะคนที่เรียนรู้ที่จะตายแล้ว เลิกเป็นทาสได้ ไม่มีความกลัวไหนหรือใครคนไหนบังคับเขาได้อีก
ร้อยปีต่อมา Baruch Spinoza เขียนกลับด้าน คนที่เป็นอิสระคิดถึงความตายน้อยกว่าทุกเรื่อง ปัญญาของเขาคือการใคร่ครวญชีวิต ไม่ใช่ความตาย
สองคนนี้ดูขัดกัน แต่ถ้ามองว่าความตายคือขอบฟ้า สองคนนี้พูดเรื่องเดียวกันคนละช่วง Montaigne บอกให้เงยหน้ามองขอบฟ้าให้ชัด Spinoza บอกให้ก้มลงมาเดินบนทางที่ขอบฟ้าเพิ่งจัดให้ มองครั้งหนึ่งเพื่อจัดลำดับ แล้วกลับมาใช้ชีวิต
๏
ท่านพุทธทาสเทศน์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2526 หรือ ค.ศ. 1983 เรื่องการตายเสียก่อนตาย คำนี้ฟังน่ากลัวถ้าได้ยินผ่านๆ ท่านอธิบายว่าสิ่งที่ต้องตายก่อนคือตัวกูของกู ความยึดว่านี่คือฉัน นี่ของฉัน ส่วนร่างกายปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ
คำสอนนี้ไม่ได้ชวนใครให้ทำร้ายตัวเอง หรือให้ดับสูญ มันชวนให้เสียงในหัวที่คอยถามว่าฉันจะได้อะไร ฉันจะเสียอะไร เงียบลงก่อน เพื่อให้เหลือแต่การทำสิ่งที่ควรทำ
ทุกวิธีในบทนี้มีไว้จัดลำดับชีวิต ไม่ได้มีไว้ให้จมอยู่กับความตาย ถ้าวันไหนการนึกถึงความตายไม่ได้ทำให้รายการชัดขึ้น แต่กลายเป็นความอยากหายไป ให้วางหนังสือ แล้วคุยกับคนที่ไว้ใจหรือโทร 1323
ความตายไม่ได้ให้ความหมาย มันแค่จัดลำดับ และการจัดลำดับนั้น เราทำเองได้โดยไม่ต้องรอ
๏
ทั้งบทนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานข้อหนึ่ง ว่าเมืองหลังเที่ยงคืนไม่มีขอบฟ้าจริงๆ ชาวเมืองเชื่อแบบนั้น ป้ายบนหัวบทก็เขียนแบบนั้นมาตลอด
ถึงเวลาต้องถามคนที่ไม่เคยเชื่ออะไรเพราะป้าย นักฟิสิกส์ ว่าตลอดไปมีกี่ชั่วโมง
บทถัดไป · 11 / 16ดาวดวงสุดท้าย