11 · เครื่องตรวจที่ตรวจอะไรไม่ได้
สมมติว่าคุณเป็นพนักงานกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ในต้นทศวรรษ 2000 และวันนี้ถึงคิวคุณเข้ารับการตรวจความมั่นคงด้วยเครื่องจับเท็จ คุณไม่เคยปล่อยความลับให้ใคร คุณจึงสบายใจ เครื่องย่อมเห็นเองว่าคุณพูดจริง
ก่อนจะเชื่อเครื่องตรวจ ต้องมีใครสักคนตรวจเครื่องตรวจ ความสบายใจของคุณวางอยู่บนข้อสันนิษฐานข้อเดียว คือเครื่องทำงานได้ ปี 2003 คณะกรรมการชุดหนึ่งในสหรัฐฯ เปิดข้อสันนิษฐานนั้นออกมาดู และพบว่ามันใช้ไม่ได้กับงานที่คุณกำลังนั่งทำ บทนี้มีเครื่องตรวจสองเครื่อง เครื่องหนึ่งตรวจได้จริงบางงาน แต่ถูกใช้เกินงานที่มันทำได้ อีกเครื่องหนึ่งตรวจอะไรไม่ได้เลย และถูกซื้อมาหลายปีก่อนจะมีใครทดสอบมันหนึ่งวัน
เครื่องที่เกิดให้ตำรวจ
ปี 1921 John Larson นักศึกษาแพทย์หนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ประกอบเครื่องจับเท็จหรือ polygraph เครื่องแรกของอเมริกาให้ August Vollmer หัวหน้าตำรวจเมืองเบิร์กลีย์
แปดสิบสองปีต่อมา คณะกรรมการของ National Research Council ทบทวนงานวิจัยเรื่องนี้ แล้วตัดสินไว้สองชั้น ชั้นแรก การตรวจที่ถามถึงเหตุการณ์เฉพาะเรื่องหนึ่ง แยกคำโกหกออกจากความจริงได้ "ดีกว่าการเดาสุ่มมาก แต่ก็ห่างจากความสมบูรณ์แบบมาก" ชั้นที่สองคือเรื่องของคุณ ความแม่นยำของมันในการแยกผู้ละเมิดความมั่นคงออกจากคนบริสุทธิ์ "ไม่เพียงพอที่จะพึ่งพามันในการคัดกรองความมั่นคงของพนักงานในหน่วยงานรัฐบาลกลาง"
ต้องพูดให้ยุติธรรม คณะกรรมการไม่ได้เรียกเครื่องนี้ว่าของปลอม มันพบว่าเครื่องดีกว่าโยนเหรียญในงานแบบหนึ่ง แล้วถูกเอาไปใช้ในงานอีกแบบ สำหรับการคัดกรองพนักงาน มีงานภาคสนามที่ตรงเรื่องเพียงชิ้นเดียว และงานชิ้นนั้นก็มีจุดบกพร่อง คณะกรรมการเขียนว่า "ไม่เคยมีความพยายามอย่างจริงจังในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์" ของการจับเท็จ ทั้งที่เสียงวิจารณ์ดัง "มาหลายสิบปีแล้ว"
แล้วทำไมยังใช้ คำตอบอยู่ในรายงานฉบับเดียวกัน ประโยชน์ของเครื่อง "มาจากความเชื่อว่าวิธีนี้ถูกต้อง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับความถูกต้องที่แท้จริง" คนที่เชื่อว่าเครื่องจับได้อาจไม่กล้าโกหก ประโยชน์ส่วนนี้จึงพิสูจน์ได้แค่ว่าคนเชื่อ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเครื่องแม่น
ลองตรวจเอง
คณะกรรมการยกตัวอย่างสมมติไว้ เลขทุกตัวข้างล่างคิดตามได้ด้วยเครื่องคิดเลข
- พนักงาน 10,000 คน มีสายลับ 10 คน และให้เครื่องแม่นกว่าที่คณะกรรมการคาดว่าเครื่องจริงจะทำได้
- ตั้งเครื่องให้จับสายลับได้ 8 ใน 10 จะมีคนไม่ผ่าน 1,606 คน เป็นสายลับ 8 คน อีก 1,598 คนเป็นพนักงานที่ซื่อตรง
- คนไม่ผ่านหนึ่งคนเป็นสายลับจริง 8 ÷ 1,606 ≈ 0.5% ส่วนพนักงานซื่อตรงอย่างคุณมีโอกาสไม่ผ่าน 1,598 ÷ 9,990 ≈ 16%
- ตั้งเครื่องอีกแบบให้ไม่ผ่านแค่ 41 คน เครื่องจะจัดคนถูกเกิน 99.5% แต่สายลับหลุดไป 8 ใน 10
ตัวเลขในข้อ 3 เล่มนี้คำนวณเองจากตารางของคณะกรรมการ หมุนปุ่มไปทางไหน เครื่องที่แม่นระดับนี้ก็ต้องเลือกระหว่างกล่าวหาคนบริสุทธิ์ราวสองร้อยคนต่อสายลับหนึ่งคน กับปล่อยสายลับเกือบทั้งหมด และการตรวจขั้นที่สองที่แม่นกว่ามารองรับ คณะกรรมการบอกว่า "ไม่มีอยู่สำหรับ polygraph"
เครื่องที่ไม่มีใครทดสอบ
บริษัท Global Technical ของอังกฤษเริ่มขายเครื่อง GT200 ในปี 2001 ในฐานะเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด ระหว่างปี 2005 ถึง 2009 (พ.ศ. 2548–2552) กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กรมราชองครักษ์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ซื้อและนำเข้ารวม 836 เครื่อง เป็นเงิน 759.14 ล้านบาท ตามหนังสือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่สื่อนำมารายงาน กองทัพบกซื้อมากที่สุด 757 เครื่อง ราว 683.9 ล้านบาท
เครื่องเหล่านี้ถูกใช้งานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ระเบิดเกิดขึ้นจริง พลเอกอนุพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า "GT200 ใช้ได้จริง จากประสบการณ์ทั้งหมด 300 กว่าครั้งที่ทำได้" ประสบการณ์แบบนี้ยังไม่ใช่การทดสอบ เพราะในการใช้งานจริงไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจุดไหนมีระเบิด จึงไม่มีการทดสอบที่ปิดตาผู้ใช้แล้วนับผลเทียบกับคำตอบที่รู้ล่วงหน้า
วันที่ 28 มกราคม 2010 คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ชวนนักวิชาการให้ลงไปดูเครื่องทำงานในพื้นที่ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์สั่งให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตรวจประสิทธิภาพ วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2010 คณะกรรมการทดสอบที่บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย การทดสอบมียี่สิบรอบ แต่ละรอบมีกล่องสี่ใบ สุ่มซ่อนวัตถุระเบิด C4 ไว้หนึ่งใบ แล้วให้เครื่องชี้
คนที่เดาเฉย ๆ จะถูกหนึ่งในสี่ เฉลี่ยห้าครั้งจากยี่สิบ เครื่องชี้ถูกสี่ครั้ง วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีแถลงว่า "ชี้ได้ถูกกล่อง 4 ครั้งจาก 20 ครั้ง ซึ่งไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ … ไม่ได้แตกต่างจากกรณีที่สุ่มเอา" และ "จะไม่มีการซื้ออุปกรณ์นี้เพิ่มเติม" นับจากคำชวนถึงวันแถลงคือสิบเก้าวัน นักวิจัยของ สวทช. อธิบายว่าถ้าจะบอกว่าเครื่องดีกว่าการเดาโดยยอมผิดได้ไม่เกินหนึ่งในร้อย เครื่องต้องชี้ถูกอย่างน้อย 11 ครั้ง
ในอังกฤษ เดือนสิงหาคม 2013 ศาล Old Bailey จำคุก Gary Bolton ผู้ขาย GT200 เจ็ดปี ผู้พิพากษา Richard Hone กล่าวว่า "ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ศุลกากร และอีกหลายคน ฝากความไว้ใจไว้กับอุปกรณ์ที่ทำงานได้ไม่ดีไปกว่าการสุ่ม" รายงานข่าวระบุว่าต้นทุนแต่ละกล่องไม่ถึง 7.85 ดอลลาร์ แต่ขายได้ 3,900 ถึง 15,700 ดอลลาร์ และศาลได้รับแจ้งว่าเครื่องยังถูกใช้อยู่ในไทย เดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน James McCormick ผู้ขายเครื่องอีกรุ่นชื่อ ADE 651 ถูกจำคุกสิบปี ในไทย ศาลปกครองกลางวินิจฉัยในปี 2021 ว่า GT200 เป็น "สินค้าไม่มีคุณภาพ"
ใครตรวจกรรมการ
การตรวจที่ตัดสินเรื่องนี้ไม่ต้องใช้แล็บล้ำยุคหรืออัจฉริยะ ใช้กล่องสี่ใบ วัตถุระเบิดหนึ่งก้อน การสุ่ม และวันอาทิตย์หนึ่งวัน การตรวจราคาเท่านี้ทำได้ตลอดห้าปีที่ซื้อ แต่เล่มนี้ไม่พบว่ามีใครทำก่อนปี 2010 เล่มนี้เรียกแบบนี้ว่าไม่มีใครตรวจ
เครื่องตรวจทุกเครื่องคือข้ออ้างชิ้นหนึ่ง ว่ามันแยกของจริงออกจากของปลอมได้ และข้ออ้างนั้นต้องผ่านการตรวจแบบเดียวกับที่มันใช้ตรวจคนอื่น คือการทดสอบที่เปิดโอกาสให้มันสอบตก โดยคนที่ไม่ได้ขายมันและยังไม่ได้ซื้อมัน เพราะเมื่อทั้งองค์กรเชื่อเครื่องไปแล้ว ทุกครั้งที่เครื่องชี้จะดูเหมือนหลักฐานว่ามันใช้ได้ และจะไม่มีครั้งไหนที่ดูเหมือนหลักฐานว่ามันใช้ไม่ได้
บทถัดไป · 13 / 2012 The Open Secretช่วงพากย์ · นัดที่ 11 · อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย 2010
น้าไว: นัดนี้น้าขอพากย์เสียงเบาครับท่านผู้ชม
อาจารย์ช้า: ครับน้า นัดนี้คนที่ถูกตรวจไม่ใช่ทีมปลอม เป็นกรรมการ
น้าไว: แล้วใครจะตรวจกรรมการได้ล่ะครับ กรรมการคือคนตรวจนะครับ
อาจารย์ช้า: ใครก็ได้ที่ยอมวางการทดสอบให้กรรมการมีโอกาสตัดสินผิด แล้วนับผลอย่างซื่อตรงครับ ไม่ต้องเก่งกว่ากรรมการ ขอแค่ไม่เชื่อกรรมการก่อนนับ
น้าไว: แล้วใครตรวจอาจารย์ครับ
อาจารย์ช้า: คนอ่านครับน้า ทุกตัวเลขที่อาจารย์พูด ตามไปดูได้ที่ท้ายเล่ม ถ้าตามไปแล้วไม่เจอ อย่าเชื่ออาจารย์
สกอร์บอร์ด
อายุของปลอม: ราว 5 ปีที่หน่วยงานไทยซื้อ (2005–2009)
การตรวจที่จับได้ใช้เวลา: 1 วัน (14 กุมภาพันธ์ 2010)
แบบของการตรวจไม่ทัน: ไม่มีใครตรวจ